7th Anniversary ก้าวแรก กับ The Voice Foundation

Written By Nvt S. Plubsuwan (Instagram : @anastronvt)

7th Anniversary ก้าวแรก กับ The Voice Foundation

 

 


ในปี 2017 นี้เป็นการครบรอบ 7 ปี ของทางร้าน V.A.C. ซึ่งเป็นร้านขายรองเท้าและเสื้อผ้าแนวสตรีทแวร์ ที่ก่อตั้งโดย
วรากฤช วิวัฒนาเกษม (Bob V.A.C.) โดยในปีนี้ทางแบรนด์มีโปรเจคที่จะทำสินค้าคอลเลคชั่นพิเศษขึ้นมา เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่ร้านได้ร่วมเดินทางกับชาว Sneakerheads และ ผู้คนที่หลงใหลใน Street Fashion มาเป็นเวลา 7 ปี โดยมีแบรนด์ต่างๆ ถึง 7 แบรนด์ได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคนี้ด้วย

 

“โปรเจคนี้ เป็นโปรเจคที่อยากทำมานานแล้ว แต่ยังไม่มีเวลาและกำลังคน เลยต้องดีเลย์มาตลอด แต่มาในปีนี้ เรารู้สึกว่ามันครบรอบ 7 ปี พอดีก็เลยอยากทำอะไรหลายๆอย่างที่อยากทำ แล้วเอามารวมเป็นโปรเจคเดียวไปเลย” นี่คือสิ่งที่ Bob V.A.C. พูดถึงในการเริ่มต้นโปรเจคนี้ จึงเกิดมาเป็น 7th  Year Anniversary Project

 

 

มาพูดถึงแบรนด์ต่างๆที่ได้มีการ Collaboration กับแบรนด์ V.A.C Culture ในโปรเจคนี้กันดีกว่า  แบรนด์แรกที่เราจะพาเพื่อนๆไปรู้จักคือ

 

" The Voice Foundation "

The Voice Foundation เป็นมูลนิธิที่ช่วยเหลือหมา แมวจรจัดหรือที่ไม่มีเจ้าของให้ได้รับการเยียวยา เช่นการหาบ้านให้ การนำเขาเหล่านั้นไปรักษาเมื่อเขาได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการเจ็บป่วย ทางมูลนิธิจะเป็นสื่อกลางให้คนที่มีจิตอาสาอยากช่วยเหลือหมาหรือแมวเหล่านั้น ได้ยื่นมือเข้ามามีส่วนร่วมในจุดนี้ด้วย และไม่เพียงแต่เฉพาะหมาหรือแมวเท่านั้น ทางมูลนิธิก็ให้ความสำคัญกับสัตว์อื่นๆเช่นกัน อีกทั้งมูลนิธิยังได้มีการเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญคุ้มครองสัตว์ด้วย

สิ่งที่ทำให้ Bob V.A.C. เลือก The Voice Foundation มา Collaboration ในโปรเจคฉลองครบรอบ 7 ปีด้วย นั่นก็เพราะว่า ส่วนตัวของเขานั้น ชอบหมาแมวชอบสัตว์อยู่แล้ว และก็มีรุ่นน้องที่รู้จักกับคุณเก๋ ชลลดา เมื่อทาง Bob V.A.C. ทราบว่าคุณเก๋ทำมูลนิธิเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็เลยเริ่มศึกษาเกี่ยวกับประวัติความเป็นมารวมไปถึงวิธีการดูแลสัตว์เหล่านี้ และรู้ว่าพวกเขาเหล่านั้นยังต้องการความช่วยเหลืออีกเป็นจำนวนมาก จึงอยากมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือในจุดนี้ด้วย ซึ่งปกติแล้ว Bob V.A.C. นั้น เป็นคนที่ชอบทำบุญ ชอบช่วยเหลือสัตว์ต่างๆอยู่แล้ว เลยทำให้ตัดสินใจที่จะทำโปรเจคร่วมกันแบบจริงๆจังๆขึ้นมา

โดยสินค้าที่ทาง V.A.C. Culture ได้ทำร่วมกับ The Voice Foundation นั้นประกอบไปด้วย

 

1. Dalmatian” T-Shirt

แบบแรกจะเป็นการทำลวดลายสุนัขสายพันธุ์ “Dalmatian”
Price : 690 Baht  (Member : 621 Baht)

2. "Bengal" T-Shirt

แบบที่สองจะเป็นลวดลายของแมวสายพันธ์ุ “Bengal”
Price : 690 Baht  (Member : 621 Baht)

3. “Leave No Pet Behind” T-Shirt (Black , White)

แบบที่สามจะเป็น keyword ของคอลเลคชั่นนี้ซึ่งก็คือ  Leave No Pet Behind ที่แฝงลูกเล่นไว้ในตัวอักษรคำว่า PET โดยมีให้เลือกทั้งสีขาวและสีดำ
Price : 590 Baht  (Member : 531 Baht)

4. “Leave No Pet Behind” Tank Tops  (Black , White)

จะเป็นเสื้อที่มีลวดลายเดียวกันกับเสื้อยืด แต่จะถูกออกแบบมาในรูปแบบของเสื้อกล้ามสำหรับสาวๆ
Price : 490 Baht (Member : 441 Baht)

V.A.C. Culture Happy Paw Baseball Cap

หมวกที่มีสัญลักษณ์อุ้งเท้าของสัตว์มาอยู่บนด้านหน้าของหมวก ประดับด้วยโลโก้ของมูลนิธิทางด้านซ้ายให้ความรู้สึกเหมือนเป็นองค์กรพิทักษ์สัตว์เหล่านั้น โดยความพิเศษจะอยู่ที่สายรัดด้านหลังที่มีข้อความเขียนว่า Leave No Pet Behind ซึ่งเป็น keyword ของคอลเลคชั่นนี้นั่นเอง
Price : 990 Baht (Member : 891 Baht)

“Dalmatian” Rastaclat x The Voice Foundation
Accessories ที่กำลังได้รับความนิยมมากในปัจจุบันถูกดีไซน์ออกมาในรูปแบบของสายข้อมือที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหมาสายพันธุ์
Dalmatian โดยการนำลวดลายบนตัวของสุนัขสายพันธุ์ดังกล่าวมาดีไซน์ลงบนสายข้อมือ Rastaclat รุ่นพิเศษนี้ โดยจะมีทั้งแบบ Classic และ Mini ให้เลือกกันตามความต้องการและ จำกัดจำนวนการซื้อ อย่างละ 1 ชิ้น ต่อ 1 คน
Price : 790 Baht

โดยแรงบันดาลใจของโปรเจคนี้จะใช้ keyword ด้วยคำว่า Leave No Pet Behind ซึ่งเป็นเหมือนสโลแกนของทหาร เวลาที่พวกเขาไปออกรบที่จะมีคำพูดว่า Leave No Soldiers Behind ซึ่งตามความหมายของมันก็หมายความว่า เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังไม่ว่าเขาจะเจ็บหรือตายเราก็จะนำพวกเขาเหล่านั้นกลับมาให้ได้ ซึ่งมันเปรียบกับสัตว์เหล่านั้นได้เหมือนกัน เพราะเรามองว่า คนเรายังไม่ให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นสักเท่าไร ทำไมน่ะหรอ ?

คนเราพอเบื่อนึกจะทิ้งก็เอาไปทิ้ง หรือพอป่วยมากๆ ดูแลไม่ไหวก็เอาไปทิ้ง เราจึงอยากจะใช้คำๆนี้บอกให้เขาเหล่านั้นรับรู้ว่า เราไม่ควรทำกับเขาเหล่านั้นแบบนี้ เพราะสัตว์เลี้ยงเขาก็มีชีวิตเหมือนกันในเมื่อเราเอาเขามาเลี้ยงแล้ว เราก็ควรที่จะดูแลเขาไปตลอดชีวิตเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเรา

 

สิ่งที่เราคาดหวังกับการทำโปรเจคนี้ก็คือ เราอยากขายสินค้าของเราให้ได้มากๆเพราะเราจะได้นำรายได้ส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือมูลนิธิแบบที่เราตั้งใจไว้ในตอนแรก เราไม่อยากรู้สึกว่าเราตั้งใจที่จะทำเพื่อเขาแล้วแต่เรากลับทำมันไม่ได้ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆก็คือ เราหวังว่าการที่เราเลือกทำโปรเจคนี้ขึ้นมาจะทำให้คนรู้จักกับมูลนิธินี้มากขึ้น จะได้ร่วมกันทำบุญเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสัตว์เหล่านั้นเพราะปัจจุบันมีส่วนน้อยมากๆที่รู้จักกับมูลนิธินี้

 



 

" ชีวิตทุกชีวิตบนโลกมีความสำคัญต่อให้เขาไม่ใช่มนุษย์แบบเราก็ตาม ไม่มีใครอยากมีชีวิตที่ย่ำแย่ทุกข์ทรมานแน่นอน เราจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยเหลือทุกชีวิตบนโลกนี้ให้มีชีวิตที่ดี สำหรับมูลนิธิไหนที่อยากจะทำโปรเจคทำบุญและคิดว่ามันเข้ากับ Identity ของบริษัทเรา ก็ติดต่อเข้ามาได้เลยครับ เพราะเราอยากจะมีโปรเจคแบบนี้ทุกๆปี และสุดท้ายก็ขอฝาก The Voice Foundation ไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันทำบุญของพวกเราด้วยนะครับ "

COMMENTS