.jpg)
สวัสดีเดือนแห่งความรักในศักราชใหม่ ก่อนอื่นเราต้องขอเปิดเผยกับเพื่อนๆก่อนเลยว่า “บล็อคนี้ผิดแผนจริงๆ” (หัวเราะ) เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เราและช่างภาพได้มีโอกาสนั่งพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องทั่วไป(ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว) แล้วจู่ๆสิ่งที่วกเข้ามาในหัวของเราทั้ง 2 คน และทำให้เกิดเครื่องหมายคำถามขึ้นมาพร้อมๆกันก็คือ “เดือนนี้เราจะสัมภาษณ์ใครกันดี?” ทันทีที่คำถามนี้หลุดออกมาจากปาก ความเครียดของเราทั้งคู่เริ่มครอบงำท่ามกลางความเงียบงันของออฟฟิศ ที่มีแค่เสียงเพลงดังออกมาจากลำโพงในที่ๆเรานั่งทำงานกัน เวลาเริ่มคืบคลานเข้ามาเต็มที ทันใดนั้นเราก็ได้ยินเสียงมาจากโต๊ะทำงานทางขวามือของเราว่า “เดือนนี้เราถ่ายในคอนเซ็ปต์คู่รักไหมล่ะ เพราะมันเป็นเดือนแห่งความรัก” เสียงนั้นเป็นตัวจุดประกายความหวังในการทำงานอย่างแท้จริง เราตอบตกลงทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะเลือกใครมาถ่ายดี วันเวลาผ่านไปร่วมครึ่งเดือนเศษและกำลังจะก้าวเข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายของเดือน แต่ยังไร้ซึ่งชื่อของคู่รักที่เราคิดว่าเหมาะสมกับบล็อคของเรา ในขณะที่เราสองคนกำลังวุ่นอยู่กับงานอื่นๆที่ถาโถมเข้ามาพร้อมเลื่อนหน้า New Feed บนแอพพลิเคชั่นที่มีไอค่อนรูปกล้อง ช่างภาพอันตาถึงก็ดันไปสะดุดกับสาวคนหนึ่งทีเพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ จากนั้นเสียงสวรรค์ก็ดังขึ้นมาทันที “ได้คนที่จะมาสัมภาษณ์แล้วนะ” เป็นอันรู้กันว่าแผนที่ได้วางมาทั้งหมดในตอนแรกมันถูกพับลงไปแล้ว
วันนี้ V.A.C. Cultured จะพาเพื่อนๆไปรู้จักกับ “มะปราง” สาวสวยสุดเปรี้ยวที่หลงไหลทั้งแฟชั่น, เสียงเพลง และการเต้นในเวลาเดียวกัน เธอแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร อะไรที่ทำให้เธอตัดสินใจเลือกที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศและทิ้งบางสิ่งบางอย่างไว้ข้างหลัง เพื่อเลือกเดินเส้นทางที่คิดว่าดีกว่าก่อนที่จะนำสิ่งที่เคยทิ้งไว้กลับมาประกอบใหม่ให้เป็นรูปเป็นร่าง มาทำความรู้จักเธอไปพร้อมๆกันกับเราเลยครับ
สวัสดีครับ ช่วยแนะนำตัวให้เพื่อนๆรู้จักกันก่อนดีกว่า แล้วตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่?
- สวัสดีค่ะ ชื่อ มะปราง ' วรัญญา เพชรคง ' อายุ 24 เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ตอนนี้ไม่ได้ทำอะไรเลย คือเราเพิ่งกลับจากออสเตรเลียซึ่งก่อนหน้านี้หลังจากเราเรียนจบมหาวิทยาลัย เราก็ไปเรียนต่อที่นั่นเกี่ยวกับภาษาอะไรงี้ แล้วตอนนี้มันเป็นช่วงซัมเมอร์พอดีเราก็เลยกลับมาไทยนี่แหละ

อะไรที่ทำให้เราตัดสินใจไปเรียนที่ออสเตรเลีย?
- เอาจริงเราว่าเรื่องภาษามันสำคัญมากนะ เอ่อ.....จริงๆชอบฝรั่ง!! (หัวเราะ) หลักๆเลยคือเราอยากพูดภาษาอังกฤษได้ จะบอกว่าเมื่อก่อนเคยชอบคนๆนึงแล้วเวลาเราสื่อสารกันอ่ะเราต้องคุยเป็นภาษาคาราโอเกะ เขาพูดภาษาไทยได้ แต่พิมพ์, อ่าน, เขียนภาษาไทยไม่ได้ แล้วเราก็ดันพูดภาษาอังกฤษไม่เก่งด้วยไปๆมาๆเราก็เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้มันสำคัญนะไม่ได้นึกถึงผู้ชายเลย(จริงๆ) แต่เรามองถึงในแง่การทำงาน การสื่อสารกับคนต่างชาติถ้าเราต้องไปทำงานกับคนต่างชาติเยอะๆ เหมือนก่อนหน้านี้เวลาที่เราไปถ่ายแบบแล้วได้ทำงานกับคนต่างชาติ เรากลับสื่อสารกับเขาไม่ได้เรารู้สึกว่ามันไม่โอเคเลย แต่พอเราได้ไปเรียนได้เอาอะไรกลับมาใช้ตรงนี้เราได้เจอเพื่อนใหม่ๆที่เป็นชาวต่างชาติในที่ทำงาน เราเลยรู้สึกว่ามันโอเคมากเลยที่เราได้พูดคุยได้สื่อสารอะไรกับเขามันทำให้เราผ่อนคลายในการทำงานได้ในระดับนึงเลย
ตอนอยู่ที่ออสเตรเลียใช้ชีวิตยังไง ลำบากไหมแล้วเราได้อะไรกลับมารึป่าว?
- คือการใช้ชีวิตที่นั่นมันต่างจากที่ไทยมากๆ รู้สึกโดดเดี่ยวมากเวลาอยู่ที่นั่น งานก็หนักเรียนก็หนักมันเป็นชีวิตที่แบบเราต้องบริหารตัวเองให้ดีตลอดประมาณว่า เราต้องตื่นเช้าเพื่อไปเรียนพอเลิกเรียนเสร็จเราก็ต้องไปทำงานเพราะอยู่ที่นั่นเราก็ต้องหาเงินด้วยตัวเองนะ เอาจริงๆเราจะไม่ทำก็ได้งานอ่ะแต่ด้วยความที่ตัวเราเองเป็นคนที่ช้อปปิ้งเก่งมากกกกกกกกกกก(หัวเราะ) เราก็เลยต้องหาเงินไปช้อปปิ๊ง สิ่งที่แย่ก็คือเวลาเราป่วยมันไม่มีใครมาดูแลเราได้เลย ตัวเราอยู่ซีกโลกนึงครอบครัวอยู่อีกซีกโลกนึงพอเวลารู้สึกแย่มันก็มีอาการ Homesick บ้าง แต่เราก็ไม่ได้บอกที่บ้านนะเพราะเรากลัวเขาเป็นห่วง แต่สิ่งที่ได้กลับมามันดีมากเราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง การที่เราออกไปใช้ชีวิตตัวคนเดียวมันทำให้เราโตขึ้นมากๆ
ตอนนี้ก็กลับมาอยู่ไทยแล้วเนอะ ได้วางแผนอะไรไว้ไหมในการกลับไทยมาครั้งนี้?
- ตอนนี้กำลังคิดอยู่ว่าอยากจะทำแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเองสักแบรนด์นึง คือจริงๆเราเคยทำมาแล้วนะช่วงนึงก่อนที่เราจะไปออสเตรเลีย มันรู้สึกโอเคเลยที่เราได้ทำในสิ่งที่ชอบ แต่พอเราตัดสินใจที่จะไปเรียนต่อที่นั่นเราก็เลยต้องหยุดทำเพื่อเอาเวลาไปใช้กับการเรียนตรงนั้น แต่พอตอนนี้ได้กลับมาไทยอีกครั้งก็มานั่งคิดๆดูถึงตอนที่เราเริ่มทำเสื้อผ้ามันก็แฮปปี้ดีนะ ตอนนั้นไม่ได้คิดเลยว่าทำออกมาแล้วมันจะขายได้ แค่รู้สึกว่าทำแล้วเราแฮปปี้ก็โอเคแล้ว

แสดงว่าก็เป็นคนที่ชื่นชอบแฟชั่นอยู่แล้ว มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรทำไมถึงกลายมาเป็นอะไรที่ชอบจนคิดอยากทำแบรนด์ของตัวเอง
- จริงๆเราเป็นคนชอบแต่งตัวเองตั้งแต่เด็กๆแล้ว และด้วยความที่ไม่ชอบใส่เสื้อผ้าซ้ำกับคนอื่นไม่ชอบฟีลที่แบบว่าเวลาไปไหนแล้วเจอคนที่แต่งตัวชนกัน เวลาเราไปเห็นเสื้อผ้าสวยๆเราก็จะชอบคิดเองว่าเออตัวนี้น่าจะออกแบบเป็นแบบนี้เนาะ คือเหมือนเวลาเห็นอะไรที่ชอบหรือคิดว่ามันน่าจะไปต่อได้ในหัวเราก็จะฉุดคิดขึ้นมาตลอดแล้วมาวันนึงเราก็รู้สึกว่าเราต้องทำแล้วล่ะ พอเริ่มออกแบบเสื้อผ้าเองจนได้อะไรในแบบที่ชอบแล้ว เราก็ไปเดินหาซื้อผ้าเองเอามาตัดเองบ้างตาส่วนใหญ่เรื่องคัตติ้งหรือการตัดเย็บอะไรพวกนี้เราก็จะจ้างเขาทำนะ แต่เราก็จะไปยืนบอกเขาเลยว่าตัวนี้ตัดแบบนี้นะเย็บแบบนี้นะอะไรประมาณนี้ พอเราเอางานที่เราทำเองออกไปใส่ก็เริ่มมีคนเห็นมีคนทักว่าเสื้อผ้าตัวนี้ซื้อมาจากไหนหรอน่ารักจัง เราก็เลยบอกคนพวกนั้นไปว่าอยากได้ไหมเดี๋ยวเราตัดให้ หลังจากที่เราเริ่มทำเสื้อผ้าให้คนอื่นใส่ก็มีคนถามพวกเขาเหมือนที่คนพวกนั้นถามเราในตอนแรก ตั้งแต่นั้นมาเราก็เลยตัดสินใจมาออกแบบเสื้อผ้าแล้วก็ขายเสื้อผ้าเลย
แล้วเสื้อผ้าที่เราทำเนี่ยพอจะบอกได้ไหมว่ามันเป็นเสื้อผ้าสไตล์ไหน มีแรงบันดาลใจอะไรในการออกแบบไหม
- จริงๆมันก็เป็นสตรีทนะ แต่มันจะมีรายละเอียดดีเทลแปลกๆที่ไม่เหมือนสตรีททั่วไป ที่เหมาะกับผู้หญิงเปรี้ยวๆนิดนึง ส่วนเรื่องอินสไปร์.... เราเป็นคนชอบคิดเองมากกว่า อย่างที่บอกตอนแรกเวลาเราเห็นอะไรที่ดีแล้วมันต่อยอดได้เราก็จะเอาไปต่อยอดเป็นแบบของตัวเราเองซะมากกว่า แต่ที่เราชอบเลยคือเราจะดูพวกแบบต่างประเทศนะเพราะเรารู้สึกว่าเขาแต่งตัวกันสนุกอย่าง Kiko Mizuhara เราก็ชอบเขานะเพราะเขาแต่งตัวสนุกมีสีสันดีอะไรประมาณนี้
แสดงว่าเราก็มีแบรนด์ที่ชอบใช่ป่ะ งั้นเราขอ 3 แบรนด์ ที่มะปรางชอบที่สุด
- DOLLS KILL
- UNIF
- BRANDY MELVILLE
.png)
นอกจากแฟชั่นเรามีอะไรที่เราชอบเป็นการส่วนตัวอีกไหม?
- ชอบ.... นี่เราชอบเต้น(พรีเซนท์สุดๆ) คือเราเป็นคนที่ชอบเต้นตั้งแต่เด็กๆแล้ว เวลาพ่อแม่ออกไปนอกบ้านเมื่อก่อนที่บ้านจะมีเครื่องเล่น CD เราก็จะแอบเปิดเพลงเต้นอยู่คนเดียวในห้อง พอเราฝึกเต้นบ่อยๆเราก็พอจะมีสกิลติดตัวมาบ้าง เราก็เลยไปคัดเชียร์ลีดเดอร์ที่โรงเรียนแล้วก็ได้เป็นด้วยตอนมัธยมเป็นดาวเด่นๆ(หัวเราะแบบภูมิใจสุดๆ) พอเข้ามหาวิทยาลัยเราก็ได้เป็นหลีดของคณะด้วยน่อออวว แล้วไปๆมาๆเราก็รู้สึกว่าสิ่งนี้มันสนุกนะเรามีความสุขที่ได้ทำมันเรารักมันเราก็เลยตัดสินใจไปเรียนเพิ่ม พอได้เรียนก็ยิ่งชอบเข้าไปอีกเราก็เลยเริ่มเรียนเต้นหลายๆแบบเพื่อเพิ่มสกิลตัวเอง เช่น ตอนแรกเราอาจจะเต้น Street ต่อมาเราก็ไปเรียน Hiphop บ้าง Jazz บ้าง เราก็เลยรู้สึกว่ามันสนุกดี
ถ้าชอบขนาดนี้ทำไมถึงไม่เอาดีทางด้านเต้นไปเลยล่ะ?
- เคยคิดเหมือนกันนะตอนเรียนจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆก่อนที่จะไปเรียนที่ออสเตรเลีย เราก็หาข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนสอนเต้นที่ต่างประเทศ แต่ก็มีนั่งคิดๆดูว่าถ้าขอที่บ้านไปเรียนเต้นเนี่ยต้องโดนที่บ้านด่าแน่เลย ก็คนไทยอะเนาะความคิดของผู้ใหญ่เขาก็คิดแบบว่าเต้นกินรำกินมันจะเอาไปทำอะไรได้จะเลี้ยงตัวเองได้หรอ แต่ใจเราอะอยากเรียนมากเลยคิดว่าถ้าได้ไปเรียนจริงๆพอกลับมาก็จะกลับมาเป็นครูสอนเต้นที่ไทย แต่พอมาคิดๆดูเราว่างานทุกสายงานมันยากหมดแหละสำหรับการเต้นมันก็ไม่ได้ง่ายเลย เราไปที่นู่นเราก็ยิ่งเจอเยอะเจอคนเก่งอีกมากมายมันก็เลยต้องทบทวนกับตัวเองว่าเราจะสู้เขาไหวหรอ ด้วยความที่ที่บ้านเราก็คงไม่โอเคด้วยก็เลยพับแผนนี้โยนทิ้งไปดีกว่าสุดท้ายก้เลยตัดสินใจไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลียแทน
.png)
มะปรางคิดยังไงกับเรื่องกระแสแฟชั่นในบ้านเราบ้าง?
- เราว่าแฟชั่นมันก็มีหลายอย่างนะแต่ละคนมีความชอบที่แตกต่างกัน เรารู้สึกว่าช่วงนี้ Street Fashion กำลังมานะ ทุกคนเริ่มหันมาแต่งตัวแนวสตรีทไม่ว่าจะเป็นเด็กที่อยู่ในช่วงก้าวขึ้นมาเป็นวัยรุ่น พวกนี้เขาจะมีไอดอลเป็นของตัวเองจะติดตามคนที่เขารู้สึกชอบตามช่องทางต่างๆเช่น Facebook, Instagram แล้วเขาก็จะแต่งตัวตามบบุคคลที่เขาชื่นชอบกัน ตรงเนี้ยเรามองว่าถ้ามันเป็นเรื่องของแฟชั่นเราอยากให้ทุกคนเลือกในสิ่งที่ตัวเองรักตัวเองชอบแล้วก็เหมาะกับตัวเองดีกว่า ในอนาคตเราก็ไม่รู้ว่าวงการแฟนชั่นในบ้านเรามันจะเดินไปทางไหนอะเนอะ แต่เราอยากให้ทุกคนชอบในสิ่งที่ตัวเองชอบและเป็นตัวเองมากกว่า
แอบจริงจังนะเนี่ย... มาเรื่องซอฟๆกันบ้างดีกว่า... รองเท้าถือเป็นไอเทมหลักเลยเนอะที่คนแฟชันต้องให้ความสำคัญ ขอรองเท้า 3 รุ่นที่มะปรางชอบมากที่สุด
- NIKE AIR MAX 98 ' FOSSIL '
- NIKE AIR MORE MONEY
- BELENCIAGA TRIPLE S
3 เพลงที่วันไหนไม่ได้เปิดฟังแล้วรู้สึกว่าชีวิตขาดอะไรไป
- Neither Do I - Stwo Feat.Jeremih
- Got You - Daniel Caesar
- Pink Skies - Lany
.png)
มะปรางคิดยังไงกับเรื่องป้าขวานเดียว เสียวทั้งตลาด อันนี้รู้เรื่องใช่ไหม? (หัวเราะ)
- (หัวเราะ) รู้สิเราก็พอติดตามข่าวสารอยู่บางทางโซเชี่ยล โอเคคือเราว่าคนที่ไปจอดรถขวางหน้าบ้านป้าเขาผิดนะ เขาไม่ยอมทำตามกฏระเบียบสังคมแล้วอีกอย่างเขาก็ต้องคิดแล้วว่าถ้าบ้านหลังนั้นเป็นบ้านเขาเองมีคนมาจอดรถขวางจะทำยังไง? แต่ถ้ามองอีกมุมนึงป้าก็ใช้ความรุนแรงแต่พอเราเสพข่าวดีๆมันก็มีเหตุผลที่ป้าเขาต้องทำแบบนั้นซึ่งเราก็เข้าใจในจุดนั้นนะ
ในฐานะคนที่เคยไปอยู่ต่างประเทศมาแล้ว มะปรางคิดว่าเรื่องอะไรบ้างที่ต่างประเทศเขาบริหารได้ดีกว่าเรา แล้วประเทศเราควรเปลี่ยนแปลงในเรื่องไหนบ้าง
- ส่วนตัวเลยเราชอบเรื่องการเดินทางการคมนาคมของที่นู่นมาก เราขอยกตัวอย่างรถไฟฟ้าที่เขาเรียกกันว่า Tram ละกัน คือรถประเภทเนี้ยจะวิ่งอยู่บนรางที่ตั้งอยู่บนกลางถนนระหว่างช่องจราจรเลย คือทุกคนสามารถใช้บริการได้ฟรีโดยที่ไม่ต้องเสียค่าโดยสารเลยนะ เนี่ยมันทำให้คนส่วนใหญ่ในประเทศเขาคิดว่าเวลาจะเดินทางไปไหนเราก็ไม่ต้องเสียค่าโดยสารไม่ต้องเสียค่าน้ำมันเติมใส่รถตัวเองและ ไม่ว่าจะคนรวยหรือคนจนเขาก็ใช้ร่วมกันได้หมดนะไม่มีการแบ่งแยกอะไร เรื่องการศึกษาก็ดีมากๆคือเหมือนเขาจะให้เงินกับเด็กนักเรียนทุกคนเหมือนเป็นทุนการศึกษาตั้งแต่ตอนเข้าเรียนจนจบมหาวิทยาลัยเลยนะ นอกเสียจากที่จะเป็น Private School ที่แต่ละคนจะต้องเสียค่าส่วนต่างเพิ่มนะในส่วนนั้นรัฐบาลจะไม่ได้ออกให้ แต่ทุกคนจะได้รับเงินที่เป็นที่รัฐบาลมอบให้เพื่อช่วยเหลือประชาชนสัปดาห์ละ 600$ เราถือว่ามันเยอะมากเลยนะพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเอาเงินให้ลูกไปโรงเรียนเลยก็ได้ เรารู้สึกว่านโยบายนี้มันดีมาก คนที่อาศัยอยู่ที่นั่นชีวิตเขาก็ดูสบายรายเรียบซึ่งมันต่างจากประเทศเราตรงที่ต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปทำงาน ไหนจะต้องมาเจอกับปัญหาต่างๆเช่นรถติดเรื่องงานเอยอะไรเอยพอกลับบ้านก็ต้องรีบนอนเพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ตื่นไปทำงาน แต่ที่นู่นเขาไม่ได้ทำงานกันเยอะแบบบ้านเราพอทำงานเสร็จเขาก็มีเวลาไปไหนมาไหนกันได้ เวลาเรามองภาพพวกนี้เราเห็นคนที่กำลังมีความสุขกับสิ่งที่เป็น เขาไม่จำเป็นต้องรวยล้นฟ้าหรืออะไรทำนองนั้นขอแค่เขามีกินมีใช้ก็พอแล้ว คือเราอยากให้ประเทศของเราปรับเปลี่ยนในเรื่องของทัศนคติบ้างไม่ใช่อะไรก็ห่วงแต่นู่นนี่ แต่ไม่นึกถึงความเป็นอยู่ของประชาชนเลยว่าเขาจะอยู่จะกินยังไง และหัดทำอะไรที่มันมีประโยชน์ต่อส่วนรวมบ้างไม่ใช่เห็นแก่ตัวเองตลอดเวลา ก็คงประมาณนี้แหละ
.png)
และนี่ก็คือสิ่งที่มะปรางได้ฝากเราเอาไว้ก่อนที่เราจะต้องจากกัน ซึ่งเราก็หวังไว้ลึกๆว่ามะปรางจะต้องทำในสิ่งที่ตัวเองหวังเอาไว้ให้ได้ ถึงแม้ว่าสิ่งที่มะปรางชื่นชอบที่สุดจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้าง แต่มะปรางก็พยายามไต่เต้าและก้าวเดินไปสู่จุดๆนั้นด้วยตัวเอง เราเป็นคนที่ Respect ความฝันของคนอื่นมากๆ เรามักจะรู้สึกชื่นชมคนรอบข้างที่มีจุดมุ่งหมายในชีวิตเสมอ แต่คนๆนั้นต้องแสดงออกให้เราเห็นด้วยว่าเขามีความพยายาม ไม่ใช่มัวแต่นั่งฝันและไม่ลงมือทำ ครั้งหน้าหากมีโอกาสได้นั่งสนทนากันถึงเรื่องความเป็นไปในชีวิต เราคงอยากคุยกับมะปรางที่ยืนอยู่ในจุดที่ตัวเองต้องการแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่นักล่าฝัน....
ทั้งหมดคือเรื่องราวของ มะปราง สาวสวยสุดเปรี้ยวที่เต็มเปี่ยมด้วยความฝัน ครั้งหน้า V.A.C. Cultured จะนำเรื่องราวอันน่าสนใจของใครมาเปิดเผยให้เพื่อนๆได้รู้โปรดติดตามไว้ให้ดี ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนเราเสมอมาแล้วเจอกันใหม่ในเดือนหน้าครับ
V.A.C. CAVEMEN
- Written By Nvt S. Plubsuwan (Social Media Executive) Instagram : @anastronvt
- Photo By Surapat Goose Nonpassopon (Photographer) Instagram : @g0.od
- Styling By Surapat Goose Nonpassopon (Photographer) Instagram : @g0.od
- Layout By Surapat Goose Nonpassopon (Photographer) Instagram : @g0.od
SPECIAL THANK
- Interviewee Waranya Phetkong Instagram : @maparang