สวัสดีครับผม ก็กลับมาเจอกันอีกแล้วนะครับ วันนี้ผมก็จะมีรองเท้าอีกหนึ่งรุ่นมารีวิวให้เพื่อนๆได้อ่านกันและรุ่นนี้ก็เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมายด้วย สำหรับสายประวัติศาสตร์ด้านรองเท้าผมว่ามันพลาดไม่ได้ ต่อให้ไม่ชอบรูปลักษณ์หรือสีแต่ก็อยากให้อ่านกันไว้เป็นความรู้ติดตัวสักนิดนึงก็ยังดี รุ่นนี้เองก็น่าจะเป็นรุ่นที่ไม่ได้อยู่ในกระแสสักเท่าไรนัก แต่เป็นรุ่นที่มีอิทธิพลต่อรองเท้ารุ่นหลังๆอยู่พอสมควร นั่นก็คือรุ่น Air Max 93 นั่นเอง และสีที่เอามารีวิวในวันนี้ก็เป็นสี OG ที่ออกมาสีเดียวเด๊ะๆกับเมื่อ 25 ปีก่อนด้วย ถ้าใครพร้อมแล้วก็ลงไปอ่านกันต่อได้เลย และก็ขอขอบคุณร้าน Carnival สำหรับรองเท้าที่ให้มารีวิวคู่นี้นะครับ แต่ต่อให้ถ้าไม่ให้ก็จะซื้อมาใส่เองอยู่ดีเพราะสีและทรงมันโดนสุดๆจริงๆ ถ้าใครไม่เชื่อ ก็ลองไปอ่านกันได้เลยจ้า

สำหรับรองเท้ารุ่น Air Max 93 OG สีนี้ ก็จะมีชื่อเล่นว่า Dusty Cactus หรือแปลตรงตัวว่า กระบองเพชรโทรมๆหรือฝุ่นเยอะ ถ้าให้เทียบสีก็คงประมาณสีเขียวซีดๆหม่นๆหน่อย แต่ผมมองว่าเขียวนี้จริงๆแล้วน่าจะเหมาะกับคำว่า Tiffany กว่าซะด้วยซ้ำ แต่มันก็ยังไม่สดพอที่จะเป็น Tiffany ในสายตาของใครหลายๆคน Air Max 93 นั้นก็ถูกเผยโฉมออกมาให้คนได้เห็นกันในปี 1993 หรือเมื่อ 25 ปีที่แล้ว สำหรับน้องๆบางคนที่อ่านบล๊อคนี้อยู่ยังไม่แก่เท่ารองเท้ารุ่นนี้เลย (ฮาาาาา) ในแง่ของเรื่องราวและประวัติแล้ว รองเท้ารุ่นนี้ก็เป็นหนึ่งในซีรีส์ Air Max ที่พอมีเรื่องราวมากกว่ารองเท้ารุ่นอื่นๆในซีรีส์อยู่บ้าง และก็เป็นรุ่นที่ดังกว่ารองเท้าในตระกูล Air Max หลายๆรุ่นถ้าไม่นับพวกที่ฮิตไปแล้วเช่นพวก Air Max 97, Air Max 1, หรือพวก Air Max 90

รองเท้ารุ่น Air Max 93 นี้ถือว่าเป็นรองเท้าที่มีอะไรที่เป็น "ครั้งแรก" มากกว่ารองเท้าดังๆหลายๆรุ่นด้วยซ้ำ เช่น รองเท้า Air Max 93 เป็นรองเท้ารุ่นแรกที่มีการใช้เทคโนโลยี Blow Molding ในการผลิตชิ้นแอร์ขึ้นมา ซึ่งการผลิตชิ้นแอร์ด้วยวิธีการแบบนี้นอกจากจะช่วยให้ผลิตชิ้นแอร์ที่ใหญ่มากขึ้นกว่าปรกติแล้ว ยังจะสามารถทำให้ชิ้นแอร์มีรูปลักษณ์ที่เข้ากับพื้นเท้าของคนใส่ได้มากกว่าปรกติด้วย Air Max 93 ก็ยังเป็นรองเท้า Air Max รุ่นแรกที่ด้านในชิ้นแอร์มีการใส่สีลงไป ถ้าดูจาก Air Max รุ่นอื่นๆก่อนหน้านี้ ด้านในชิ้นแอร์จะยังไม่มีการใส่สีลงไป จะเป็นพลาสติคแข็งสีขาวๆยังเดียว เพราะฉะนั้นรองเท้า Air Max 93 ที่ออกมาในตอนนั้นถือว่าเป็นอะไรที่เด่นมากๆในแง่ของการดีไซน์สำหรับ Nike และ Air Max 93 นั้นยังมีชื่อเล่นในตอนนั้นว่า Air Max 270 เพราะสามารถมองเห็นชิ้นแอร์ได้มากถึง 270 องศาด้วย ซึ่งรุ่นนี้แหละที่เป็นต้นแบบให้กับ Air Max 270 พี่ตูน รองเท้าที่น่าจะมาแรงในปีนี้ และเป็นรองเท้า Air Max รุ่นใหม่ที่ Nike กำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2018 นี้ด้วย และแน่นอนว่าคนที่ออกแบบก็ยังคงเป็น Tinker Hatfield คนดีคนเดิมและครั้งนี้เค้าได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหยือกนมพลาสติคมาเป็นต้นแบบในการคิดค้น Air ชิ้นโตๆของรองเท้ารุ่นนี้ด้วย

ลองสังเกตุความโค้งมนและความนูนของขวดพลาสติคแล้วเอาไปเทียบกับด้านส้นเท้าของ Air Max 93 ดู
สำหรับวัสดุที่ใช้ในรองเท้ารุ่นนี้ก็ยังคงคอนเสปของความเป็นรองเท้ารุ่นเก่าๆคือหนังแท้ผสมกับผ้าตาข่ายบ้าง และถ้าจำไม่ผิด Air Max 93 น่าจะเป็นรองเท้ารุ่นแรกในซีรีส์ที่มีการใช้หน้าผ้าแบบ Huarache ที่เป็นแบบถุงเท้าด้วย เดี๋ยวเรามาดูแต่ละส่วนของรองเท้ารุ่นนี้กันเลยดีกว่าครับ
หน้าผ้า (Upper): ก็จะเป็นการใช้หนังแท้ผสมผสานกับผ้าตาข่ายในบางส่วนเช่นลิ้นรองเท้า และด้านข้างของรองเท้า ระบบการสวมใส่ก็จะเป็นระบบแบบ Sock Fit, Bootie หรือ แบบที่เราเรียกจนติดปากว่าเป็นแบบ Huarache (แบบที่ไม่ได้มีลิ้นรองเท้าแยก แต่เป็นเหมือนผ้ายืดหรือถุงเท้า แบบนี้อาจจะใส่รองเท้ายากกว่า แต่จะใส่แล้วกระชับและสบายกว่า) ตรงบริเวณลิ้นรองเท้าจะมีโลโก้ Air Max ที่มีทรงคล้ายๆแคปซูลแปะอยู่ วัสดุที่ใช้สำหรับตัว Bootie นั้นจะเป็น Neoprene (นีโอพรีน) ที่เป็นผ้ายืดแบบไม่ดูดน้ำ เพื่อความเบาและความสบายในการใส่ ใช้หนังแท้เป็นโครงสำหรับการร้อยเชือกเพื่อความทนแต่ก็ได้ตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออกแล้วใช้ผ้าตาข่ายแทนเพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มการระบายอากาศที่ดีมาแทน โลโก้สวูชด้านข้างเป็นสีเขียวใสๆ พร้อมกับ Mudguard สีดำด้านข้างรองเท้าลากยาวตั้งแต่นิ้วเท้าไปจนถึงส้นเท้าด้านหลัง ด้านหน้ารองเท้าก็ไม่ได้เป็นหนังทั้งหมด แต่จะใช้แค่บริเวณนิ้วเท้าเพื่อเสริมความทนทาน บริเวณส้นเท้าก็เป็นยางแข็งๆสีเขียวพร้อมๆกับการพิมพ์โลโก้ Nike ไว้สำหรับแบรนด์ดิ้งด้วย


พื้นกลาง (Midsole): จุดที่เด่นที่สุดของพื้นกลางก็คงหนีไม่พ้นชิ้นแอร์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Nike ที่มาในโทนสีเขียวที่เข้มกว่าโลโก้สวูชอีกนิดหนึ่ง ชิ้นแอร์นี่ก็จะกินไปเกือบครึ่งของรองเท้าแล้วแถมยังยื่นออกมาจากบริเวณส้นเท้าอีกนิดหนึ่งด้วย ส่วนด้านหน้าก็จะเป็นโฟมธรรมดาที่เอาไว้รองรับการกระแทก สมัยก่อนก็จะนิยมใช้โฟม EVA หรือไม่ก็พวก Phylon ส่วนโฟมบริเวณชิ้นแอร์ก็ยังจะมีการแกะสลักลายไว้เล็กน้อยเพื่อความสวยงามของรองเท้ารุ่นนี้ด้วย


พื้นนอก (Outsole): สำหรับพื้นนอกของรองเท้ารุ่นนี้ก็จะเป็นยางดิบสีดำทั่วไป ส่วนปุ่มที่ยื่นออกมาก็เป็นแพทเทิร์นที่ดูค่อนข้างสะเปะสะปะ ไม่ได้เป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนรองเท้าวิ่งสมัยนี้ แต่ในลวดลายก็ยังจะมีการเว้นพื้นที่ไว้ตามแนวขวางเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของรองเท้าทั้งบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้าและส้นเท้าด้านหลัง ส่วนตรงกลางเท้านั้นก็จะมีการเจาะรูไว้เป็นรูปทรงคล้ายๆสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดและมีการพิมพ์โลโก้ Air Nike ด้วยฟอนท์แตกๆโทนสีเขียวเพื่อให้เข้ากับสีของโลโก้ด้วย สำหรับรองเท้าที่ออกแบบมา 25 ปี จุดนี้น่าจะเป็นจุดที่บ่งบอกถึงอายุรองเท้ารุ่นนี้ได้ดีที่สุด เพราะส่วนอื่นนั้นถูกออกแบบมาให้ค่อนข้างล้ำสมัยรองเท้าในยุคเดียวกัน

ก็จบลงไปแล้วนะครับกับทั้งเรื่องราว ความเป็นมา และก็รายละเอียดของรองเท้าในแต่ละส่วน และนี่ก็มาถึงส่วนที่ผมโปรดปรานที่สุด นั่นก็คือการให้คะแนนนั่นเอง! ก็อย่างที่เคยบอกไปนะครับว่านี่เป็นคหสต.นะครับ (จะย่อทำไม) กรุณางดมาม่า แต่มาม่าก็ได้ ใครแคร์ใช่มะ เอาเป็นว่าถ้าอยากรู้ว่าผมคิดยังไงกับรองเท้ารุ่นนี้แล้วล่ะก็ ลงไปอ่านกันต่อได้เลยครับผม

Innovation - 3 สำหรับเรื่องนวัตกรรมแล้ว รุ่น Air Max 93 เองก็อาจจะไม่ใช่ตัวที่เด่นในเรื่องนี้ ต่อให้มีการใช้เทคโนโลยีในการผลิตชิ้นแอร์ใหม่ หรือมีการใช้ Air ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ณ ตอนนั้น) รวมไปถึงมีการใช้ระบบ Bootie ในรองเท้า แต่รองเท้าที่ผลิตออกมาแล้ว 25 ปีก็คงไม่มีทางสู้รองเท้าที่ออกแบบมาในสมัยนี้ได้
Matchability - 9 สำหรับความง่ายในการสวมใส่รองเท้ารุ่นนี้ สีนี้ ผมมองว่าง่ายมากเลย ถึงแม้ว่ารูปทรงยังคงเป็น Dad shoes แต่ก็ยังไม่ได้ไปถึงขั้น Bulky Shoes ที่อาจจะใส่แต่งตัวยากกว่าหน่อย และด้วยโทนสีขาวดำเขียว ที่มีเขียวเป็นส่วนน้อย ทำให้แทบจะใส่ได้กับทุดชุดไม่ว่าจะเป็นขาสั้น ขายาว กางเกงยีนส์หรือพวกกางเกง sweatpants
Comfort - 7 ก็เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ใส่สบายกว่าพวก Air Max 1 และ Air Max 90 ที่ผมมองว่ามันค่อนข้างแข็ง รุ่นนี้ถึงแม้ว่าจะดีกว่าไม่มาก แต่มีความรู้สึกว่าวัสดุและการออกแบบทำออกมาให้มีความยืดหยุ่นกว่า และรู้สึกเหมือนรองเท้าวิ่งมากกว่ารองเท้าในซีรีส์ Air Max รุ่นก่อนหน้าที่ออกมา ผสมกับการใช้ Bootie ทำให้รองเท้ามีความรู้สึกนุ่มนวลและอ่อนโยนกับเท้ามากกว่าด้วย
Value - 7 ด้วยราคา 5000 บาท ซึ่งเอาจริงมันก็ไม่ได้แพงนะ โดยเฉพาะถ้าเทียบกับรองเท้าสมัยนี้ แต่ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงรู้สึกว่ามันแอบแพงนิดนึงก็ไม่รู้เหมือนกัน คือรุ่นนี้มันก็เป็นเหมือนรองเท้าวิ่ง Nike ทั่วไปที่มีการใช้ Air Max ที่ส้นเท้า ที่ตอนนี้ก็มีออกมาเรื่อยๆและราคาส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่ประมาณ 3500-4000 บาท แต่พอมันเอารุ่น OG กลับมาเรโทรเลยต้องตั้งราคาให้มันแพงขึ้น บวกกับวัสดุที่ใช้ในรุ่นนี้ก็ค่อนข้างดี เพราะเดี๋ยวนี้รองเท้าวิ่งใหม่ๆก็ไม่ได้ใช้หนังแท้ในการผลิตแล้ว ก็ถ้าคิดว่าชอบสีนี้รุ่นนี้ ก็ซื้อเถอะครับ เพราะมันเอาจริงๆก็ไม่ได้แพงสักเท่าไรและวัสดุก็ดีด้วย
Originality - 6 ในเรื่องของความ OG นั้นผมมองว่ารุ่นนี้อาจจะยังไม่ได้เด่นหรือแตกต่างจากรองเท้าที่ออกมาในช่วงนั้น ไม่ว่าจะเทียบกับรองเท้าวิ่งของแบรนด์อื่นๆหรือรองเท้าในตระกูล Air Max ที่ออกมาก่อนหน้านั้น แต่อาจจะด้วยคู่สี ดีไซน์ และ อะไรๆที่มันดูลงตัวกว่ารุ่นอื่นๆ และดูคลีนกว่ารุ่นอื่นๆก็เลยทำให้รุ่น 93 OG มีแฟนๆมากกว่าก็เป็นได้
Feel - 9 ส่วนตัวแล้วก็คงบอกว่าชอบมากๆนะสำหรับ Air Max 93 OG นี้และก็รู้สึกดีที่เข้ามาไทย เพราะจะได้ไม่ต้องหิ้วเข้ามา สำหรับคนไทยหลายๆคนตอนนี้ที่เพิ่มาสนใจรองเท้ามาไม่กี่ปี ช่วงนี้ก็อาจจะเป็นช่วงที่กำลังจะรู้ว่าตัวเองชอบรองเท้าแนวไหน ก็อยากให้น้องๆอ่านกันเยอะๆ อยากให้รู้กันเยอะๆว่ารองเท้ามันไม่ได้ดูที่ราคา แต่จริงๆมันอยู่ที่คุณค่าทางจิตใจ รุ่นไหนเราเห็นแล้วรู้สึกว่า เห้ย นี่สวย โดยไม่ต้องไปถามว่าน่าเล่นมั้ย หรือ ราคาเท่าไร ก็คงเป็นเหมือนอารมณ์เวลาหนุ่มๆอย่างเรามองสาวๆนั่นแหละ สำหรับผมแล้ว รุ่นนี้ก็คงเป็นอารมณ์แบบนั้น สวย สะอาดตา เห็นแล้วอยากสอดใส่ โดยที่ไม่ต้องมาแคร์ว่ามีประวัติมั้ย ราคาจะขึ้นมั้ย หรือ อะไรทั้งนั้น
ก็ทั้งหมดก็มีเท่านี้นะครับสำหรับการรีวิวรองเท้ารุ่น Air Max 93 ที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะเหลือที่ Carnival อีกมั้ย ก็อย่าลืมไปดูไปอุดหนุนร้าน Carnival กันได้นะครับ และก็ขอขอบคุณที่อ่านมาจนจบ และอย่าลืมกดไลค์กดแชร์ถ้าชื่นชอบบทความนี้กันนะครับ

