
โอ้ ก็ห่างหายกันไปนานเลยกับการรีวิวรองเท้าของผมนะครับ ช่วงหลังๆงานก็ยุ่งๆเลยไม่ได้มีเวลามารีวิวเลย บวกกับอยากได้ลองใส่รุ่นนี้ไปสักพักจริงแล้วค่อยมารีวิวให้ดูกันก็เลยยิ่งช้ากันเข้าไปอีก สำหรับรองเท้ารุ่น Nike Air Vapormax นี้ก็ถือว่าเป็นรองเท้าที่ใช้นวัตกรรมล่าสุดของ Nike เลยทีเดียวและเดี๋ยวเรามาดูกันว่ารองเท้ารุ่นนี้มีความเป็นมายังไงเพราะเชื่อว่าหลายๆคนยังไม่รู้อย่างแน่นอน และหลังจากเล่าเรื่องราวและประวัติแล้ว ก็จะเข้าไปพูดถึงคะแนนกันละกันนะครับ
สำหรับทาง Nike แล้ว นวัตกรรมนั้นเป็นส่วนหนึ่งในดีเอ็นเอของ Nike มาตลอด ตั้งแต่วันแรกที่บริษัทได้ถือกำเนิดขึ้นมา จนมาถึงวันแรกที่มีการใช้ระบบ Air ในรองเท้า เมื่อปี 1978 จนมาถึงวันนี้ที่ทาง Nike ได้ปรับเปลี่ยนและพัฒนาการใช้เทคโนโลยี Air ในรองเท้าอย่าง Air Vapormax รุ่นนี้ สำหรับคนที่คุ้นเคยกับ Air อยู่แล้ว ก็จะรู้ว่า Nike Air มีหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น Zoom Air, Encapsulated Air, Max Air และทุกรุ่นก็จะมีข้อเสียหรือจุดด้อยนั่นก็คือความยืดหยุ่นของรองเท้า ถ้าใช้ Max Air แบบเต็มฝ่าเท้าเหมือนในรุ่น Air Max 2017 หรือรุ่นก่อนๆ เราก็จะเห็นได้ว่ารองเท้าอาจจะมีการรองรับการกระแทกที่ยอดเยี่ยม แต่ในแง่ของอิสระในการเคลื่อนไหวกลับถูกจำกัดอย่างเห็นได้ชัด ทาง Nike เลยพยายามพัฒนาเทคโนโลยี Air ให้มีการเคลื่อนไหวที่ยืดหยุ่นมากขึ้นจนออกมาเป็นรองเท้ารุ่นนี้ แต่กว่าจะออกมาเป็น Vapormax อย่างที่เราได้เห็นนี้มันไม่ใช่ง่ายๆ ทาง Nike ได้บอกว่า ได้มีการปรับเปลี่ยนถึง 15 ครั้งกว่าจะได้ออกมาเป็นรองเท้ารุ่นนี้ และ ตัวพื้น Vapormax นั้นต้องใช้แม่พิมพ์สูงถึง 39000 ชิ้น ซึ่งนั่ยหมายความว่าแม่พิมพ์ของรองเท้ารุ่นนี้มันซับซ้อนกว่าเครื่องยนต์ของรถยนต์บางรุ่นซะด้วยซ้ำ!


จะสังเกตุเห็นได้ว่ารองเท้ารุ่นนี้จะได้ผสมผสานพื้นกลางและพื้นนอกเอาไว้ด้วยกัน คือไม่ได้แยกว่ามีโฟมที่เป็นพื้นกลางและยางที่เป็นพื้นนอกแล้ว แต่ทุกอย่างมันคือ TPU แต่เป็น TPU ที่คนละเกรด เกรดที่อยู่ตรงพื้นนอกก็แน่นอนว่าจะต้องมีความแข็งแรงกว่า ทนทานกว่าเพื่อป้องกันการสึกของพื้นนอก และส่วนที่เป็นพื้นกลาง ก็แน่นอนว่าต้องยืดหยุ่นกว่าและเบากว่าเพื่อการรองรับการกระแทกที่ดีขึ้นด้วย ถ้าเรามองที่พื้นนอกของรองเท้ารุ่นนี้ เราก็จะเห็นได้ว่ามันดูซับซ้อนไปหมดจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อเราเทียบกับ Air ในรุ่นที่ผ่านๆมา ซึ่งทาง Nike เองก็บอกว่าเราออกแบบรุ่นนี้ไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงาม แต่เพื่อความรู้สึกเวลาใส่ที่ดีขึ้นด้วย หน้าผ้านั้นก็ยังคงเป็นเทคโนโลยี Flyknit แต่ได้รับการพัฒนาถึงขั้นสุดตรงที่ว่า บริเวณไหนที่ต้องการซัพพอร์ทเยอะ ก็จะมีความหนา แต่ตรงไหนที่ไม่ได้ต้องการการซัพพอร์ทก็จะทอให้บางลง บวกกับการใช้ Flywire ทำให้หน้าผ้าของรองเท้ารุ่นนี้เป็นอิสระมากที่สุดในขณะที่ยังซัพพอร์ทเท้าของคนที่ใส่ด้วย สิ่งที่สำคัญที่สุดของรองเท้ารุ่นนี้ คงอยู่ที่การเชื่อมระหว่างหน้าผ้าและพื้นกลางที่ทาง Nike ได้พัฒนาให้มันเป็นชิ้นเดียวกันมากขึ้น


ก็เทคโนโลยีและความเป็นมาก็ประมานนี้นะครับ เดี๋ยวเราจะมาพูดถึงคะแนนของรองเท้ารุ่นนี้กันเลยดีกว่า สำหรับ Vapormax รุ่นนี้ผมก้ได้สั่งซื้อมาจากทาง Nike.com ซึ่งได้ออกแบบด้วยตัวเองนะครับ ที่เรียกว่า NikeID ซึ่งเราสามารถเลือกสีหน้าผ้าและสีของชิ้น Air ได้ ยังไงก็ลองไปเล่นกันดูได้เลยครับ
- Innovation 9 สำหรับเรื่องนวัตกรรม ผมก็คงไม่เถียงว่านี่น่าจะเป็นรุ่นที่น่าตื่นเต้นที่สุดของ Nike ในช่วงหลังๆนี้นะครับ แต่ที่ยังไม่ได้คะแนนเต็มเพราะว่าหน้าผ้ายังใช้เทคโนโลยีเดิมอย่าง Flywire และ Flyknit แต่ Vapormax นี่มันสุดยอดมากจริงๆในแง่ของการดีไซน์และวิศวกรรมด้วย
- Matchability 7 สำหรับเรื่องความง่ายในการเข้าชุด ผมว่ารุ่นนี้ไม่ใช่รุ่นที่ง่ายที่สุดแต่ก็ไม่ได้ยากที่สุด ด้วยสีที่ผมเลือกมามันก็ใส่เข้าได้ทุกชุดอยู่แล้ว เพียงแต่รูปทรงของรองเท้าที่ค่อนข้างสูง และ เทอะทะ อาจจะทำให้ใส่ได้ไม่ได้เข้ากับทุกชุดขนาดนั้น
- Comfort 6 นี่คือจุดที่ผมรู้สึกผิดหวังมากที่สุดสำหรับรองเท้ารุ่นนี้ คือมันไม่สบายเลยจริงๆ แต่อยากจะบอกก่อนว่ารองเท้ารุ่นนี้ ควรจะต้องใส่แบบโอเวอร์มาครึ่งไซส์ ผมควรจะต้องสั่งไซส์ 9.5 มา เพราะตอนแรกที่ใส่รุ่นนี้ในไซส์ 9 ผมรู้สึกว่าหน้าผ้ามันบีบมาก แน่นมาก ใส่ไม่สบายเลย แต่ความยาวของรองเท้ารู้สึกว่ากำลังดี นิ้วเท้าไม่ชน ยิ่งใส่หน้าผ้ายิ่งขยายออกมากขึ้นแต่ก้ไม่ได้รู้สึกสบายขึ้นอยู่ดี ส่วน Vapormax นั้น ยืดหยุ่นมากขึ้น แต่กลับให้ความรู้สึกที่ค่อนข้างแข็ง กระด้าง ไม่นุ่มเลย และถึงแม้ว่าใส่ไปนานๆก้รู้สึกดีขึ้นทั้งหน้าผ้าและพื้นกลาง แต่ก็ยังไม่ถึงระดับที่ผมหวังไว้ ผมไม่รู้ว่าถ้าเอาไปใส่วิ่งจะรู้สึกดีแค่ไหน แต่ถ้าใส่ในชีวิตประจำวัน ผมเฉยๆมากและค่อนข้างไปทางผิดหวังซะด้วยซ้ำสำหรับรองเท้ารุ่นนี้ ถ้าผมสั่งมาใหญ่กว่านี้ครึ่งไซส์ ผมคิดว่ามันน่าจะแก้ปัญหาเรื่องผน้าผ้าบีบได้ แต่เรื่องพื้นกลางผมว่ามันก็น่าจะเหมือนเดิม ส่วนตัวแล้วคิดว่าคนที่นำหนักตัวเยอะน่าจะชอบรองเท้ารุ่นนี้มากกว่าคนที่น้ำหนักธรรมดานะครับ
- Value 8 น่าจะซื้อมาด้วยราคา 8,900 บาท ซึ่งสำหรับรองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุด และยังออกแบบด้วยตัวเองได้อีก ผมว่ามันก็สมเหตุสมผล แต่มันก็ไม่ได้ถูกแต่อย่างไรนะครับ เอาเป็นว่าแพงแหละ แต่คุ้มค่า
- Originality 7.5 สำหรับความเป็น OG ผมว่ามันยังไม่สุดนะ คือมันใหม่ในแง่นวัตกรรมก็จริง แต่ในเรื่องของรูปลักษณ์และการดีไซน์ มันก็คือ Air Max 2017 ในเวอร์ชั่นอัปเกรด คือแค่เปลี่ยน พื้นกลางให้เป็น Vapormax และหน้าผ้าเองเราก็เห็นดีไซน์พวกนี้ในรองเท้าของ Nike รุ่นอื่นๆ ผมก็เลยรู้สึกว่ามันยังไม่ได้เป็นอะไรที่ออริจินอลถึงขนาดนั้นนะครับ

และนี่ก็คือทั้งหมดของรองเท้ารุ่นนี้นะครับ ถ้าใครอ่านและชอบการรีวิวของผมก็อย่าลืมแชร์ต่อๆกันไปให้ด้วยนะครับ วันนี้ผมขอลาไปก่อนและจะกลับมารีวิวเร็วๆนี้นะครับ
Written By Bob V.A.C (Instagram : @bobvac)