V.A.C. HEROES : TRAVIS SCOTT

Written By Nvt S. Plubsuwan (instagram: @anastronvt)

 

 

     ถ้าหากจะพูดถึงศิลปิน Hiphop ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนี้ สำหรับเพื่อนๆคงจะมีรายชื่ออยู่ในหัวมากมายเลยใช่ไหมล่ะครับ แต่ถ้าหากเราจะนับคนที่มีอิทธิพลจนสามารถสร้างแรงผลักดัน ให้กับวงการเพลงจนสานต่อไปสู่วงการ Street Fashion ด้วยแล้วล่ะก็ คงจะมีอยู่ไม่กี่คนที่สามารถทำสิ่งนั้นให้มัน Impact ต่อคนหมู่มากได้

 

 

     วันนี้ V.A.C. จะขอนำเพื่อนๆไปรู้จักกับศิลปิน Hiphop ขวัญใจของคนทั้งโลกที่เป็นมากกว่าศิลปิน โดยสิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้เรื่องทำเพลงของเจ้าตัว ก็คงจะเป็นเรื่องของ Fashion ที่เขาเองสามารถทำให้ดนตรีและแฟชั่นเดินไปพร้อมกันได้  จนผู้คนต่างยกให้เป็นแฟชั่นไอค่อนของโลก และศิลปินที่เรากำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ชื่อของเขาคือ Travis Scott

 

 

     Jacques Webster, Jr เกิดเมื่อวันที่ 30 เมษายน ปี 1992 ที่เมือง Houston ในรัฐ Texas ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเมืองนี้ถือได้ว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด อันดับ 4 ของประเทศอีกด้วย หลายคนอาจสงสัยว่าที่มาที่ไปของชื่อ Travis Scott มาจากไหน ซึ่งก่อนอื่นเลยเราต้องขอเท้าความไปที่เรื่องของครอบครัวเจ้าตัวก่อนนะครับ

 

 

 

     ครอบครัวของ Travis นั้น เป็นครอบครัวที่คลุกคลีอยู่ในวงการเพลงอยู่แล้ว ซึ่งคุณพ่อของเขาก็เป็นถึงนักดนตรี และคุณปู่ก็เป็นนักแต่งเพลง ทำให้เจ้าตัวได้รับอิทธิพลทางด้านดนตรีมาเต็มๆ โดยครอบครัวของเขาสอนให้เขารู้จักการเล่นดนตรีตั้งแต่อายุ 3 ขวบเลยทีเดียว โดยเครื่องดนตรีเริ่มแรกที่เขาหัดเล่นดนตรีนั้นก็คือ เปียโน กับ กลองชุด นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาถึงรักและผูกพันธ์กับดนตรีมาตั้งแต่เด็ก

 

 

 

     เมื่อเขาเข้าศึกษาในชั้นมัธยม ซึ่งใครๆก็ทราบกันดีว่ามันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของวัยรุ่น แต่สิ่งที่ Travis แตกต่างจากเด็กคนอื่นก็คือ เขายังคงคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่เขาชื่นชอบ ถึงขนาดที่ต้องหอบอุปกรณ์ในการทำเพลงทุกอย่าง ไปไว้บนเตียงนอนที่บ้าน คือต้องบอกก่อนเลยว่าห้องนอนของ Travis นั้นไม่ได้มีขนาดใหญ่แบบของเราๆในปัจจุบันครับ ที่จะมีพื้นที่พอให้ใช้สอยเพื่อวางอะไรต่อมิอะไร เขามีเพียงแค่เตียงและโต๊ะสำหรับทำการบ้านตัวเล็กๆ แค่นั้นก็แทบจะไม่มีที่จะยืนแล้วครับ เขาจึงต้องยอมสละเตียงนอนของตัวเอง แล้วเปลี่ยนที่นอนไปนอนบนเก้าอี้แทน ซึ่งนั่นก็เป็นตัวบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเขารัก และ อยากจะทำสิ่งนี้มากแค่ไหน โดยเขาได้เริ่มทำเพลงครั้งแรกตอนที่เขามีอายุเพียงแค่ 16 ปีเท่านั้น

 

     เมื่อเข้าสู่ชีวิตในมหาวิทยาลัย Travis กลับใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึง 1 ปี ก็ต้องลาออกมา โดยเขาให้เหตุผลว่า เขารู้ตัวว่าเขาชอบอะไร แล้วอยากทำอะไร เขาจึงคิดว่าการเรียนในมหาวิทยาลัย มันไม่ได้ช่วยให้เขาเป็นอย่างที่เขาต้องการได้ เขาจึงตัดสินใจลาออกเพื่อที่จะมาเดินทางตามความฝัน ในอาชีพสายดนตรีอย่างเต็มที่ แต่เขาก็ต้องกลับมาเจออุปสรรคมากมายในช่วงเวลานั้น เมื่อครอบครัวของเขาไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาจะทำ เพราะอย่างที่เราบอกไปในตอนต้นว่าคุณพ่อของเขาก็เป็นนักดนตรีเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังอะไรมากมาย โดยคุณพ่อของ Travis ได้บอกกับเขาว่าอยากให้เขาเรียนจบสูงๆ เพื่อที่จะได้ประสบความสำเร็จแล้วไปทำอาชีพที่มีรายได้สูงพอที่จะนำมาเลี้ยงดูครอบครัวได้ ถ้าหากเราเราพูดถึงอาชีพศิลปินจริงๆมันก็ไม่ค่อยจะมั่นคงนัก คุณพ่อและคุณปู่ของเขาจึงไม่อยากให้เขาต้องมาประสบพบเจอ กับความยากลำบากที่เขาเคยเจอมาก่อนหน้านี้ แต่เจ้าตัวก็ไมได้สนใจกับสิ่งที่ใครต่อใครพูด จึงตั้งหน้าตั้งตาทำในสิ่งที่ตนเองต้องการต่อไป

 

 

 

 

 

     สำหรับชื่อ Travis Scott นั้น เจ้าตัวได้รับแรงบันดาลใจมาจากคุณปู่ของเขานั้นเองครับ ซึ่งส่วนตัวของ Travis เขาเป็นคนที่คลุกคลีอยู่กับคุณปู่มากที่สุด อีกทั้งคุณปู่ยังเป็นคนที่คอยสอนเรื่องต่างๆเกี่ยวกับดนตรี ไม่ว่าจะสอนเล่นเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ไปจนถึงเรื่องของทฤษฏีดนตรีด้วย คุณปู่ของ Travis นั้น ยังถือว่าเป็นคนที่มี Lifestyle ที่ดีมากๆสำหรับคนในยุคนั้น ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม พ่อหนุ่มแร๊พเพอร์คนนี้ถึงได้มีคุณปู่เป็น Inspiration กระทั่งนำชื่อของเขามาตั้งเป็นชื่อ AKA ของตนเองในการเดินทางสายดนตรี

 

 

     เมื่อ Travis รู้ว่าตัวเองต้องการเป็นอะไรและอยากทำอะไร สิ่งแรกที่เขาตัดสินใจหลังจากศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของดนตรี คือการที่เขาหันมาพึ่งดนตรี Electronic และโปรแกรมต่างๆในการช่วยทำเพลงมากขึ้น ซึ่งถ้าเราทราบกันดีสิ่งเหล่านี้ มันจะสามารถทำให้คนๆหนึ่งทำดนตรีได้ด้วยตัวคนเดียว โดยไม่ต้องพึ่งวงดนตรีหรือสมาชิกในวงเลยด้วยซ้ำ

 

 

 

     หลังจากการตัดสินใจออกมาทำเพลงอย่างจริงจังกับกลุ่มเพื่อนร่วมก๊วน เจ้าตัวก็พยายามทำเพลงออกมาเรื่อยๆ ซึ่ง Travis นั้นตัดสินใจแน่วแน่แล้วตั้งแต่ตอนอายุ 16 ปี ว่าตนเองอยากจะทำดนตรีแนว Hiphop ซึ่งเขามีตำแหน่งหน้าที่เป็นถึง Producer เลยทีเดียว และในกลุ่มคนที่ร่วมทำเพลงกับ Travis นั้นมีเพื่อนสนิทของเขา ที่มีช่องทาง Social Media อย่าง Myspace ที่ใช้สำหรับการแพร่ข่าวสาร เขาจึงตัดสินใจใช้ช่องทางออนไลน์นี้ ในการเผยแพร่เพลงของเขา (สำหรับใครที่ไม่รู้จัก ผมจะอธิบายคร่าวๆว่า มันเป็นคล้ายๆกับ Facebook นั่นแหละครับ โดยใน Myspace เนี่ย มันจะสามารถสร้าง List เพลงไว้ให้คนที่เข้ามาชมหน้า Feed ของเรา สามารถฟังได้ถ้าเราสมัคร Account ที่เป็นแบรนด์หรือวงดนตรีน่ะครับ)

 

 

 

 

     เมื่อเข้าสู่ปี 2011 เป็นครั้งแรกที่ Travis Scott ตัดสินใจออกมาทำโปรเจ็กต์ หลังจากที่เขาได้ลาออกจากมหาวิทยาลัย 4 เดือนต่อมา สุดยอดแร๊พเพอร์เจ้าของค่ายเพลง Grand Hustle Records จาก Atlanta ที่โด่งดังในยุคนั้นอย่าง T.I. ได้ลองฟังเพลง “Light (Love Sick)” ของ Travis แล้วก็รู้สึกถูกใจมาก เจ้าตัวถึงกับให้ตัวแทนรีบติดต่อไปหา Travis เพื่อขอนัดเจรจาและพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะมาร่วมงานกัน ซึ่งนั่นคือที่มาของเพลง “Animal” ที่ได้ T.I. มาร่วม Featuring ในแทร็คดังกล่าวนั่นเองครับ

 

 

 

 

     ต่อมา ทาง T.I. ได้แนะนำให้ Kanye West ลองฟังผลงานของพ่อหนุ่มจาก Texas คนนี้ เจ้าตัวรู้สึกชื่นชอบผลงานของ Travis มาก เลยตัดสินใจให้ Travis มาเซ็นสัญญาร่วมกันในฐานะ Producer เมื่อปี 2012 จากนั้น Travis ได้ตัดสินใจที่จะทำอัลบั้มเดี่ยวของตนเองภายใต้การดูแลของค่ายเพลงอย่าง Grand Hustle Records ซึ่งเพลงในอัลบั้มนี้จะเป็นเวอร์ชั่น Mixtape ทั้งหมด โดยเจ้าตัวได้ศิลปินอย่าง T.I., Wale, 2 Chainz, Toro y, Moi, A$AP Ferg, Theophilus London, Paul Wall, James Fauntleroy และ Meek Millมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์โปรเจ็กต์นี้ด้วยนั่นเองครับ หลังจากที่อัลบั้มนี้ได้ถูกปล่อยให้ดาวน์โหลดฟรีในปีเดียวกันนั้น ทุกคนทั่วโลกต่างได้เห็นถึงความเจ๋ง และความสุดยอดของพ่อหนุ่มแร๊พเพอร์คนนี้ เขาจึงได้ถูกจัดให้เป็น 1 ใน Freshmen ปี 2013 จากนิตยสาร XXL ซึ่งถ้าใครรู้จักนิตยสารนี้ ก็จะพอทราบว่าเขาจะมีการจัดอันดับศิลปินหน้าใหม่ทุกๆปี และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นความโด่งดังของศิลปินคนนี้นั่นเอง

 

 

 

     หลังจากที่ Travis เริ่มมีชื่อเสียงในแวดวงของวงการ Hiphop ก็ยิ่งทำให้เกิดความสนใจต่อสื่อและเพื่อนร่วมอาชีพมากมาย จนนำไปสู่การ Featuring กับศิลปินคนอื่นๆ ให้พวกเราได้เห็นและติดตามกันมาอย่างมากมาย อย่างเช่น The 1975, Quavo, Juicy J, Kanye West, The Weeknd, Swae Lee, Chief Keef, Justin Bieber, Young Thug, Major Lazer, Lil Uzi Vert, Gucci, Mane, Lil Wayne

 

 

 

     และนี่ก็เป็นผลงานที่การันตีถึงความสุดยอดของศิลปินคนนี้ได้อย่างชัดเจน แต่ใครจะหารู้ไม่ว่าภายใต้ความสำเร็จของศิลปินคนนี้ เขามีขั้นตอนในการแต่งเพลงหรือทำงานในส่วนนี้ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งเจ้าตัวจะเก็บตัวอยู่ในห้องที่มีความมืดที่มีเพียงแสงจากจอคอมพิวเตอร์เล็ดลอดออกมาเพียงเท่านั้น โดย Travis ให้เหตุผลว่า เขาเพียงแค่ต้องการอยู่กับตัวเองและหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ตัวเองทำให้มากที่สุด ซึ่งมันจะทำให้เรามีความมุ่งมั่นต่อสิ่งที่เราทำมากขึ้นเมื่อเราไม่อยากให้สิ่งอื่นวิ่งวนเข้ามาในหัวสมอง ในช่วงขณะนั้นนั่นเอง

 

     แต่ภายใต้ความสำเร็จของเขาผู้นี้ ย่อมมีคนที่เป็นแรงบันดาลใจและคอยช่วยเหลือ ก็เหมือนพวกเราที่กว่าจะประสบความสำเร็จในเรื่องต่างๆได้ คงไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่สามารถทำให้สิ่งที่เราต้องการกลายเป็นจริงได้ อาจจะต้องมีครอบครัว หรือคนรอบข้างต่างคอยช่วยเหลือเกื้อกูลและสนับสนุนเช่นกัน

     ซึ่งศิลปินคนหนึ่งที่ Travis นับถือก็คือ Kid Cudi ซึ่ง Cudi นั้นเป็นคนที่ Travis ศรัทธามากที่สุดในการทำเพลงหรือการขีดเส้นทางการใช้ชีวิตในวงการ Hiphop ในการพบเจอกันครั้งแรกของศิลปิน 2 คนนี้ Travis ถึงกับวิ่งเข้าไปกอด Cudi แล้วหลั่งน้ำตาออกมาในทันที นั่นคงเป็นเหตุผลพอที่จะทำให้ใครหลายๆคนเชื่อว่า เขาหลงรักและเชิดชูศิลปินคนนี้จริงๆ “หลังจากที่เราได้พยายามมาอย่างหนัก และเมื่อมาอยู่ในจุดที่ตัวเองอยู่ใกล้เคียงกับไอดอลของตัวเองแล้ว มันก็รู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก” Travis กล่าว

 

     หากเราจะพูดถึงศิลปินที่คอยอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับ Travis มาโดยตลอดเราคงไม่พูดถึง 2 คนนี้ไม่ได้ ซึ่งคนแรกก็คือ Young Thug โดย Travis นั้น ให้สัมภาษณ์กับ MTV ว่า ตัวเขาเองและ Young Thug มีแนวคิดและรสนิยมที่ใกล้เคียงกันหรือแทบจะเหมือนกันเลยก็ว่าได้ เขาจึงยกย่องศิลปินคนนี้ในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง ภายใต้เส้นทางแห่งนี้เพราะทั้งคู่ก็ถือได้ว่าเติบโตมาจาก Atlanta เช่นเดียวกัน

     อีกคนที่ใครได้ยินชื่ออาจจะต้องตกใจกระสับกระส่ายร้องเสียงหลง เพราะ แร๊พเพอร์สาย Emo จาก Sweden อย่าง Yung Lean ก็คือส่วนหนึ่งที่ทำให้ Travis ประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ เราไม่ได้หมายความว่า Yung Lean คือส่วนประกอบของ Travis ทั้งหมด แต่เขาคือคนที่อยู่เบื้องหลัง คอยควบคุมมาตรฐานของเพลง Travis ให้คงเส้นคงวาไม่ให้หลุดจากความเป็นตัวเอง โดย Yung Lean คือส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็ว่าได้ครับ
 

 

 

 

 

 

     ส่วนในเรื่องของแฟชั่นนั้น Travis Scott ถือเป็นหนึ่งในศิลปินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ เพราะอย่างที่เรากล่าวในตอนแรกที่เขาคลุกคลีอยู่กับคุณปู่ ทำให้เจ้าตัวได้รับอิทธิพลทาง Lifestyle มาจากคุณปู่ของเขามาตั้งแต่เด็กๆ หากใครที่ติดตาม Instagram ของ Travis Scott อยู่ ก็จะเห็นการอัพเดทต่างๆ ไม่ว่าในเรื่องของเพลง ดนตรี แม้ก็ทั้ง Style ในการแต่งตัวที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนใครเช่นกัน ถึงขนาดที่เขามีเว็บไซต์ส่วนตัวที่เคยขายสินค้าของตัวเองภายในเวลา 48 ชั่วโมง และของทั้งหมดก็ถูกจำหน่ายออกไป โดยไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว !

 

 

     สำหรับประวัติคร่าวๆ และไลฟ์สไตล์ของ Travis Scott เราอาจจะคงต้องขอหยุดไว้แต่เพียงเท่านี้ แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับคอลัมน์ฉบับนี้ นั่นก็คือเรื่องราวที่เชื่อมโยงกันระหว่าง Artist และ Sneakers นั่นเอง ในส่วนของ Travis นั้นเราอาจจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า เจ้าตัวนั้นชื่นชอบการใส่รองเท้าจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการสปอร์ตแวร์อย่าง Nike ซึ่งรองเท้าที่เจ้าตัวโปรดปรานมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น Air Jordan นั่นเอง เราจะเห็นได้จากภาพตามสื่อต่างๆ ที่ออกมาก็มักจะเห็น Travis นั้นสวมใส่รองเท้ารุ่นนี้อยู่ตลอด ทาง Nike จึงได้ร่วมมือกับ Travis Scott ในการผลิต Signature Shoes รุ่นแรกออกมาในชื่อ “ Travis Scott Jordan Trunner Lx Cactus Jack ” ที่เป็นการนำโมเดล Retro อย่าง Air Jordan Trunner มาทำใหม่ ที่ใช้โทนสีอย่าง ขาว, น้ำ, เขียว มาเป็นสีหลักในการดีไซน์รองเท้ารุ่นนี้ โดย Travis ให้เหตุผลว่า เขาไม่เคยเห็นรองเท้าโมเดลดังกล่าว ในโทนสีที่แปลกใหม่เลย เขาจึงอยากเห็นอะไรที่แตกต่างจากเดิมบ้าง” จึงได้เกิดมาเป็นรองเท้ารุ่นนี้ขึ้นมานั่นเองครับ อีกทั้งยังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจาก แฟนๆของ Jordan และ Travis ทั่วโลกเลยก็ว่าได้

 

 

 

 

 

     และล่าสุดกับการฉลองครบรอบ 35 ปี ของรองเท้ารุ่นยอดฮิตจาก Nike อย่าง Air Force 1 โดยทาง Nike ได้จับมือกับศิลปินและนักออกแบบจากทั่วโลกถึง 5 คน ให้เข้ามาร่วมสร้างและดีไซน์รองเท้าในโปรเจ็กต์ที่ชื่อ Nike Air Force 1 Celebrates 35th anniversary ซึ่ง Travis Scott ก็ได้ถูกเลือกให้เป็น 1 ใน 5  คนเช่นกัน (เพื่อนๆสามารถอ่านข่าวสารสำหรับโปรเจ็กต์ดั่งกล่าวจากลิงก์นี้ได้เลยครับ >> คลิก)

 

 

 

 

 

    

     โดยคอนเซ็ปต์ในการออกแบบรองเท้ารุ่นนี้ของ Travis นั้นเขาได้กล่าวด้วยว่า “ผมมองว่าการออกแบบรองเท้าก็เหมือนการทำอัลบั้ม ผมอยากจะบอกเรื่องราวเกี่ยวกับตัวผม ผมอยากจะสร้างอารมณ์เพื่อให้คอนเสิร์ตของผมสนุกสุด ๆ ผมนี่แหละแร็พเปอร์ตัวพ่อ” ซึ่งความพิเศษของรองเท้ารุ่นนี้ก็คือ มันเป็นรองเท้าที่มีความคลาสสิกแต่ว่าเป็นแบบที่แปลกตา ซึ่งบนตัวผ้าใบที่เป็นวัสดุหลักของรองเท้านั้นมีการสะท้อนแสง ดังนั้นเมื่อสัมผัสแสงก็จะสะท้อนสีต่าง ๆ  ถ้ามองครั้งแรกอาจดูเหมือนกับว่าเป็นสีเดียว แต่ถ้ามองอีกมุมจะเป็นเลเยอร์และมิติ เพื่อเพิ่มความสนุก สัญลักษณ์สวูชทำจากเวลโครและมาพร้อมกับทางเลือกสามแบบ ตัวแปะที่สามารถถอดออกได้นี้มีแรงบันดาลใจมาจากอาร์ตเวิร์กของผลงานดนตรีของเขา และตัวคล้องเชือกรองเท้าก็ได้แรงบันดาลใจมาจากที่ครอบฟันของ Travis โดย Air Force 1 Low Travis Scott นั้นจะมีกำหนดการในการวางจำหน่ายในวันที่ 2 ธันวาคม ที่จะถึงนี้นั่นเองครับ

 

 

 

     และนี่ก็คือทั้งหมดของ Travis Scott ศิลปินที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก ไม่ว่าจะในแง่ของดนตรีหรือแฟชั่น เขาคือบุคคลที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ณ เวลานี้ หากพูดถึงศิลปินแร๊พเพอร์ในปัจจุบัน ชื่อของเขาก็คงผุดมาอยู่ในหัวเพื่อนๆเป็นชื่อแรกๆอย่างแน่นอน และสิ่งที่เราได้เห็นจากศิลปินคนนี้ นั่นก็คือความพยายามและความตั้งใจในการทำงาน ที่พิสูจน์ให้เราได้เห็นแล้วว่า หากเราตั้งใจจะทำอะไร และใส่ใจกับมันมากพอ ความพยายามเหล่านั้นจะส่งผลให้เราประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน ซึ่งผลการวิจัยบอกว่า หากเราอยู่กับอะไรมามากกว่า 10,000 ชั่วโมง เราจะเป็นผู้ชำนาญสิ่งๆนั้นได้ หากเรามาคิดดูดีๆ Travis ก็อยู่กับดนตรีมาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จนถึงปัจจุบันเพื่อนๆคิดว่าเขาอยู่กับมันมาถึง 10,000 ชั่วโมงแล้วหรือยัง ? และนั่นก็ทำให้เขามีวันนี้ และเป็นทุกอย่างในสิ่งที่เขาต้องการจะเป็น...

 

 

V.A.C. CAVEMEN
- Written By Nvt S. Plubsuwan (Social Media Executive) Instagram : 
@anastronvt
 

SOURCE
- http://theboombox.com
- https://www.allmusic.com
- https://en.wikipedia.org/wiki/Travis_Scott

 

COMMENTS