
กีฬาถูกจัดให้เป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่งที่ต้องมีการแข่งขัน เพื่อเฟ้นหาผู้ชนะ แต่ใครจะไปนึกคิดนึกฝันว่านอกจากการแข่งขันในสนามแล้ว อุปกรณ์ที่ใส่เพื่อการเล่นกีฬาจะกลายมาเป็นสงครามทางอุตสาหกรรมได้ มีแบรนด์กีฬาต่างๆมากมายพยายามคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆที่ทันสมัยที่สุด เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยเหลือให้ผู้สวมใส่ดึงศักยภาพในการเล่นกีฬาออกมาให้ได้มากที่สุด
ถ้าหากพูดถึงวงการกีฬาแล้วแบรนด์ Sportswear รุ่นใหญ่ที่ใครๆทั่วไปต่างรู้จักอย่าง Nike หรือ Adidas ก็แทบจะไม่มีแบรนด์ไหนเลยที่ก้าวขึ้นมาเทียบได้ในระดับเดียวกันกับสองแบรนด์นี้ หรือ แม้แต่แบรนด์ไหนที่มีท่าทีว่าจะสามารถพัฒนาต่อไปได้ ก็มักจะถูกทั้งสองแบรนด์นี้กว้านซื้อไปเป็นของตัวเองซะงั้น พอมาวันหนึ่งกลับมีเด็กหนุ่มที่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มเบื่อหน่ายกับสินค้า Sportswear ที่วางขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด อีกทั้งยังมีราคาแพงแต่สินค้าไม่ได้คุณภาพอย่างที่ได้โฆษณาชวนเชื่อก็มีให้เห็น เขาจึงริเริ่มสร้างแบรนด์เป็นของตัวเองซะเลย
วันนี้ V.A.C. จะขอนำเพื่อนๆไปพบกับสุดยอดแบรนด์กีฬาสัญชาติอเมริกัน ที่สามารถพาตัวเองขึ้นมาช่วงชิงตำแหน่งเจ้าตลาด ภายใต้สงครามที่ถูกมองว่าไม่มีใครสามารถขึ้นมาแย่งชิงได้

"Kevin Plank" CEO หนุ่ม ของแบรนด์กีฬาชื่อดังอย่าง Under Armour เกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 1970 พื้นเพแล้วเจ้าตัวนั้นเป็นคนเมือง Kensington แห่งรัฐ Maryland ซึ่งตัวเขาเองนั้นก็มีชีวิตแบบเด็กหนุ่มชาวอเมริกันทั่วไปนั่นแหละครับ แถมออกไปทางที่ย่ำแย่กว่าด้วยซ้ำ เพราะอุปสรรคในวัยเด็กที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต ทำให้เขาต้องดิ้นรนฝ่าฟันเพื่อมีชีวิตต่อไปให้ได้ในอนาคต รวมไปถึงแม่เขาที่ต้องแบกรับภาระเลี้ยงลูกถึง 5 คนเพียงตัวคนเดียว เพราะครอบครัวของ Kevin นั้นได้สูญเสียเสาหลักของครอบครัวอย่างคุณพ่อไป ตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นวัยรุ่น ทำให้ตัวเขานั้นต้องช่วยเหลือครอบครัวด้วยการทำงานหนักเพื่อส่งตัวเองเรียนในช่วงชีวิตมหาลัยนั่นเอง

พอเริ่มเข้าสู่ชีวิตมหาวิทยาลัยซึ่งเปรียบเสมือนช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเจ้าตัวเลยก็ว่าได้ เนื่องด้วยนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนที่ใจร้อนอยู่แล้ว ทำให้ Kevin นั้นมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการทะเลาะวิวาทอยู่เป็นประจำ รวมถึงการเมาแล้วขับด้วย อีกทั้งเขาก็ไม่ใช่เด็กที่เรียนดีอะไรมากมาย จนทำให้เกือบต้องลาออกจากมหาลัยมาแล้ว แต่สิ่งที่ช่วยพยุงและชักพาเขาให้มีชีวิตอยู่ในเส้นทางได้นั่นก็คือพรสวรรค์ในด้านกีฬาของเขานั่นเอง ซึ่งมันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาเรียนจนจบมหาวิทยาลัยได้
ถึงแม้เจ้าตัวจะมีนิสัยที่เกเรกว่าเด็กทั่วไป แต่เขาเองก็ไม่เคยคิดที่จะปล่อยให้ชีวิตของตัวเองต้องสูญเปล่าไปโดยไร้ประโยชน์ ดังนั้นเขาจึงพยายามที่จะหาเงินเพื่อช่วยเหลือตัวเองและครอบครัวอยู่ตลอดเวลา เช่น การเป็นเด็กส่งดอกไม้ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ในขณะนั้นเขาก็ยังคงต้องฝึกซ้อมกีฬาอย่างหนักควบคู่ไปด้วย และตอนนั้นเองก็ได้ทำให้เขาได้พบกับเส้นทางชีวิตที่แท้จริงของเขา
ในช่วงเวลาระหว่างที่ฝึกซ้อมฟุตบอล (อเมริกันฟุตบอล) เขาได้โอกาสในการส่วมใส่สินค้า Sportswear แทบจะทุกแบรนด์ และมันทำให้ตัวเขานั้นรู้สึกว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นมันสวมใส่ไม่สบายตัว อีกทั้งยังมีราคาแพงอีกด้วย ทำให้เขาเกิดแนวคิดที่อยากจะปรับปรุงเสื้อกีฬาเนื้อผ้าคอตตอนให้ตอบโจทย์กับนักกีฬามากขึ้น ซึ่งตัวเขาเองนั้นรู้สึกเบื่อหน่ายและหงุดหงิดที่ต้องคอยเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อบ่อยๆ ในระหว่างที่ฝึกซ้อม จากปัญหาที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นโอกาสให้ Kevin Plank ได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะผลิตเสื้อกีฬาที่ดีที่สุดในโลกเพื่อปฏิวัติวงการเสื้อผ้ากีฬาซะเองเลย

หนุ่มน้อย Kevin Plank หลังจากที่ได้ศึกษาคุณสมบัติของเสื้อกีฬาอยู่พักใหญ่ เขาจึงได้นำไอเดียต่างๆที่เขาได้ศึกษามานั้นไปต่อยอดในการออกแบบเสื้อกีฬาเป็นของตัวเอง เขาเริ่มจากการทดลองหาผ้าชนิดที่มีคุณสมบัติพิเศษคือต้องเบาบาง ดูดซับเหงื่อได้ดีขึ้นและแห้งไวกว่าเดิม ซึ่งนี่คือจุดเด่นของแบรนด์อย่าง Under Armour ที่เหนือกว่าคู่แข่งในท้องตลาด
Kevin ได้ใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่นาน เพื่อที่จะทำให้เสื้อผ้าของเขาออกมาประสบความสำเร็จอย่างที่เขาต้องการ หลังจากที่เขาได้ทดลองนำเนื้อผ้าที่ซื้อมาตัดเป็นเสื้อผ้าให้กับนักกีฬา เขาจึงนำเสื้อผ้าและกางเกงเหล่านั้นไปให้นักกีฬาของมหาวิทยาลัยทดลองใช้ ผลปรากฏว่าทุกคนที่ได้ทดลองสวมใส่เสื้อผ้าของเขารู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นก็ทำให้มียอดการสั่งซื้อเข้ามาจนเจ้าตัวแทบจะผลิตไม่ทันเลยทีเดียว

และแล้วก็มาถึงจุดเริ่มต้น ในปี 1996 หลังที่จาก Kevin Plank เรียนจบ เขาได้ก่อตั้งบริษัทที่ชื่อ Under Armour ขึ้นในช่วงเริ่มแรกของการเริ่มต้นธุรกิจนั้น เขาได้ใช้ห้องใต้ดินของคุณยายในการเริ่มต้นผลิตเสื้อผ้าของเขาที่เมือง Georgetown รัฐ Washington DC และนั่นคือต้นกำเนิดเสื้อกีฬา Under Armour Heat Gear ตัวแรก และได้ตั้งชื่อว่า #0037 ด้วยเทคโนโลยีใยไฟเบอร์ที่ช่วยระบายความชื้น ทำให้ร่างกายเย็นสบาย แห้งเร็ว และคล่องตัวในสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว เขาต้องตื่นเช้าเพื่อขับรถตระเวนส่งสินค้าไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆด้วยตนเองทั่วทั้งตอนเหนือและตอนใต้ของชายฝั่งตะวันออก นั่นทำให้เขามีรายได้เข้ามามากถึง 17,000 ดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว และในช่วงปลายปี 1996 เขาก็ได้เริ่มก่อตั้งทีมเซลล์ทีมแรก ภายใต้การควบคุมและดูแลของเขาเอง
.png)
ต่อมา ในปี 1997 "Kevin Plank" ก็ได้สร้างผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ของเขาให้ทุกคนได้รู้จัก ซึ่งมันคือชุดกีฬาที่ผลิตจากเนื้อผ้า "Cold Gear" ซึ่งผ้าชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายของนักกีฬาอบอุ่น แห้งและคล่องตัวในสภาพอากาศที่หนาวเย็น ซึ่งผลจากความพยายามของเขาก็เป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก เมื่อโรงเรียนและมหาวิทยาลัยรอบๆ เริ่มที่จะสั่งซื้อสินค้ากันเข้ามามากขึ้น จนสามารถขยับขยายไลน์และเพิ่มไลน์การผลิตสินค้าไม่ว่าจะเป็น รองเท้ากีฬาประเภทต่างๆ ซึ่งเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก จนปีถัดมา Kevin Plank เริ่มรู้สึกว่าบริษัทของตนเองนั้น มันเริ่มเติบโตขึ้นมาก จึงได้ตัดสินใจที่จะทำการย้ายสำนักงานใหญ่ที่เมือง Baltimore ในรัฐ Maryland ซึ่งเมือง Baltimore เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐนี้เลยก็ว่าได้ โดยอยู่ห่างจาก Washington DC เพียง 64 กิโลเมตรเท่านั้น
ต่อด้วยในปี 1998 ซึ่งเป็นปีที่แบรนด์อย่าง Under Armour ถูกพูดถึงอย่างหน้าหู เมื่อ Kevin Plank ได้ลงนามจรดปากกาเซ็นสัญญาลงบนกระดาษร่วมกับ Oliver Stone ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง โดยการนำสินค้าจาก Under Armour ให้นักแสดงสวมใส่ในภาพยนตร์เรื่อง Any Given Sunday โดยในฉากหนึ่งของภาพยนต์ซึ่งเป็นฉากสำคัญของเรื่อง เราจะได้เห็นบรรดาตัวแสดงที่อยู่ในทีมฟุตบอล ต่างสวมใส่ผลิตภัณฑ์ของ Under Armour นั่นเองครับ



และก็มาถึงปี 1999 เมื่อเขาได้ทำการลงทุนด้วยเม็ดเงินเป็นจำนวนมากในการซื้อโฆษณาบน ESPN Magazine เพื่อโปรโมตแบรนด์ Under Armour จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้แบรนด์ Under Armour เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจนนำมาสู่ยอดขายถล่มทลายถึง 1ล้านเหรียญสหรัฐในปีถัดมา และส่งผลให้นักกีฬาที่มีชื่อเสียงของโลกหลายคน เริ่มหันมาสนใจแบรนด์อย่าง Under Armour มากขึ้น

2 ปีถัดมา ทางแบรนด์ได้เริ่มสร้างความสำพันธ์กับกีฬาต่างๆมากขึ้น ด้วยการเข้าไปเป็น พาร์ทเนอร์และผู้สนับสนุนให้ทีมกีฬาในลีคการแข่งขันอาชีพเช่น Major League Baseball, The National Hockey League และรวมไปถึงประเพณีกีฬาสำคัญของเมืองที่ตั้งบริษัทอย่าง Baltimore Marathon อีกด้วย

ด้วยกระแสการพูดถึง Under Armour อย่างหนาหู ทำให้ Kevin Plank ตัดสินใจที่จะลองเสี่ยงเพื่อแบรนด์ตัวเองอีกครั้งในปี 2003 โดยคราวนี้เขาได้ตัดสินใจที่จะทำโฆษณาของแบรนด์ครั้งแรก เพื่อออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ภายใต้แคมเปญ “Protect This House” โดยได้นักกีฬาอเมริกันฟุตบอลชื่อดังอย่าง Eric Ogbogu หรือ “Big E” ที่เป็นอดีตนักกีฬาของมหาวิทยาลัย Maryland มาเป็นนักแสดงหลักในโฆษณาตัวนี้
.png)
ในปีเดียวกันนั้น Under Armour ได้สร้างความฮือฮาให้กับวงการ Sportswear อีกครั้งด้วยการออกไลน์โปรดัคใหม่ซึ่งเป็นสินค้าของผู้หญิง ทำให้แบรนด์ยิ่งถูกจับตามองขึ้นไปอีกขั้น และ ในปี 2004 ทางแบรนด์ก็ได้ออกสินค้าพิเศษสำหรับเด็กมาด้วย ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนกว่า Under Armour ต้องการจะขยายตลาดไปสู่วงกว้าง และ ต้องการที่จะทำให้แบรนด์ของตัวเองนั้นขึ้นไปอยู่บนจุดที่สูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ถัดมาในปี 2005 ทางแบรนด์ได้ขยับขยายไลน์สินค้าอีกครั้ง โดยการออกสินค้าสำหรับกีฬากอล์ฟ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อ หมวก กางเกง และในปีเดียวกันนั้น Kevin ได้ทำข้อตกลงครั้งแรก ในการเป็นผู้สนับสนุนให้กับทีมกีฬามหาวิทยาลัยแมร์รี่แลนด์ ซึ่งเป็นอดีตมหาวิทยาลัยของเขา และตัว Kevin เองก็เป็นถึงอดีตกัปตันและนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วย


ในปี 2006 อีกครั้งที่ Under Armour ได้เปิดตัวแคมเปญใหม่ที่ใช้ชื่อว่า Click-Clack เป็นแคมเปญที่ทางแบรนด์จากออกสินค้าในส่วนของรองเท้ากีฬา ซึ่งเป็นอีกครั้งที่แบรนด์ได้กระโดดเข้าไปร่วมวงเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดของรองเท้ากีฬา เหลือเชื่อที่การเริ่มจำหน่ายสินค้าประเภทรองเท้ากีฬาของ Under Armour ในปีแรก สามารถชิงส่วนแบ่งทางการตลาดไปได้ถึง 23% โดยมีหัวแบรนด์ใหญ่อย่าง Nike และ Adidas ครองส่วนแบ่งการตลาดในสินค้าประเภทนี้อยู่
.png)
ปี 2011 Under Armour เริ่มขยายฐานการตลาดของแบรนด์มากขึ้น โดยการขยับขยายสาขาไปยังนอกทวีปอเมริกา โดย Kevin ตั้งเป้าไปที่ ยุโรป, แคนนาดา , ละตินอเมริกา(กลุ่มประเทศในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้) และ ในเอเชียของเรา ซึ่งประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศแรกที่ Under Armour ได้ขยายสาขาเข้ามายังแถบทวีปเอเชียของเรา
และในปี 2015 Under Armour สาขาแรกในประเทศไทยก็ถือกำเนิดขึ้น โดยทำเลแรกที่แบรนด์เลือกคือ “สยามเซ็นเตอร์” เป็นสถานที่จุดกระแสของแบรนด์นั่นเองครับ ซึ่งตั้งแต่ตอนนั้นมาจนถึงปัจจุบัน Under Armour ถือได้ว่าเป็น Rising Star ที่มาแรงของภูมิภาคนี้เลยก็ว่าได้

หากจะพูดถึงความสำเร็จที่ทำให้ แบรนด์อย่าง Under Armour นั้นมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่วโลกได้ ส่วนหนึ่งก็คงจะต้องยกเครดิตให้กับซุปเปอร์สตาร์จากวงการ NBA อย่าง Stephen Curry สุดยอดชูตเตอร์ แห่ง Golden State Warriors ที่สามารถพาต้นสังกัดคว้าแชมป์ NBA ได้ในปีแรกที่เซ็นสัญญาร่วมกับทาง Under Armour พร้อมรางวัลต่างๆอีกมากมายตั้งแต่ปีนั้นยาวเหยียดมาจนปัจจุบัน
อันดับแรกเรามาพูดถึงรางวัลของเจ้าตัวกันก่อนเลยดีกว่า ตั้งแต่เริ่มจรดปากกาลงบนใบสัญญากับแบรนด์อย่าง Under Armour เจ้าตัวได้สร้างผลงานอะไรไว้บ้างภายใต้การใช้ชื่อผู้สนับสนุนของแบรนด์นี้
เริ่มกันที่ปีแรก ในปี 2015 "Stephen Curry" สามารถพา Golden State Warrior คว้าแชมป์ NBA ได้หลังจากที่ทีมจากฝั่งตะวันตกทีมนี้ไม่ได้สัมผัสแชมป์ดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 1975 ถือเป็นเวลาร่วม 40 ปีเลยทีเดียว พร้อมทั้งเป็นการวาดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสโมสรต้นสังกัด และวงการ NBA ได้อย่างเหลือเชื่อ นอกจากนี้เจ้าตัวยังสามารถคว้ารางวัลอื่นๆ ตั้งแต่เริ่มต้นการเป็นนักบาสเกตบอลอาชีพจนถึงปัจจุบันดังนี้
NBA Champion (2015,2017)
NBA Most Valuable Player (2015,2016)
NBA All-Star (2014-2017)
All-NBA First Team (2015,2016)
All-NBA Second Team (2014,2017)
NBA Scoring Champion (2016)
NBA Steals Leader (2016)
NBA Three-Point Contest Champion (2015)
NBA Sportsmanship Award (2011)
NBA All-Rookie First Team All-American (2009)
AP Athlete Of The Year (2015)
Consensus First-Team All-American (2009)
Consensus Second-Team All-American (2008)
NCAA Division I Scoring leader (2009)
SoCon Player Of The Year (2008,2009)

หลังจากการฉายแววของนักบาสเกตบอลที่ดีที่สุดในโลก ณ เวลานี้ ก็ทำให้แบรนด์ที่หนุนหลังเขาได้รับผลพวงจากความสำเร็จของเจ้าตัวไปด้วย Curry ถูกจับตามองมากขึ้น ไม่ว่าทั้งจากในแง่ของภายในวงการกีฬาบาสเกตบอล จากสำนักสื่อทั่วโลก หรือแม้กระทั่งเรื่องของแบรนด์โปรดัคส์ที่เป็นสงครามทางด้านการตลาดของสินค้าประเภทกีฬาอีกด้วย
ณ ปัจจุบัน Stephen Curry ได้มีรองเท้ารุ่น Signature ที่ทำร่วมกับ Under Armour อย่างมากมาย เราจะเห็นได้ว่าการสนับสนุนหรือการเป็นสปอนเซอร์ เป็นเครื่องมือสำคัญที่บริษัทเสื้อผ้ากีฬาจำเป็นต้องพึ่งพา เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์และทำให้ผลิตภัณฑ์ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่าแบรนด์สามารถใช้ประโยชน์จากแนวโน้มที่ดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม เช่น การเติบโตของประชากรทั่วโลก การขยายตัวทางเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่ การเพิ่มขึ้นของวิถีชีวิตที่เป็น “Sporty lifestyle” และค่านิยมที่เพิ่มขึ้นของกีฬา

นอกจากนั้น สิ่งที่ทำให้แบรนด์อย่าง Under Armour ประสบความสำเร็จได้ก็ เป็นเพราะกลยุทธ์ 3 ประการของทางแบรนด์ ที่ทำให้แบรนด์ก้าวมายืนอยู่แถวหน้าในตลาด Sportswear ระดับโลกได้ ซึ่งประกอบไปด้วย
1.แตกต่างด้วย Innovative Product และ Brand Positioning หัวใจสำคัญที่ทำให้ชื่อเสียงของ “Under Armour” เป็นที่ยอมรับ ทั้งจากนักกีฬาและคนเล่นกีฬาทั่วโลก มาจากสินค้าและความชัดเจนในจุดยืนของแบรนด์ ที่เป็น “Performance Sportswear” มากกว่าที่จะไปทาง Sport Fashion

2. Brand Ambassador สะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์ แน่นอนว่าในธุรกิจ Sportswear ระดับโลก ทุกแบรนด์ใช้นักกีฬาชื่อดังแต่ละประเภทกีฬา มาเป็น Brand Ambassador เพื่อสื่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ออกไป “Under Armour” ก็มองกลยุทธ์ดังกล่าวเช่นกัน
แต่ภายใต้กลยุทธ์ Brand Ambassador ของ “Under Armour” มีแนวทางแตกต่างจากสองแบรนด์ใหญ่ เพราะความที่ “Under Armour” เข้าตลาดไม่นาน เมื่อเทียบกับสองแบรนด์ใหญ่ ที่จะเลือกนักกีฬาระดับท็อปของโลกในแต่ละประเภทมาเป็นตัวแทนของแบรนด์ เช่น Michael Jordan ที่ทำงานร่วมกับ Nike มายาวนาน เช่นเดียวกับ Adidas ที่ได้นักกีฬาชื่อดังหลายคนมาเป็นตัวแทนแบรนด์ เช่น Lionel Messi นักฟุตบอล, Andy Murray นักเทนนิสระดับโลก
ขณะที่วิถีของ “Under Armour” คือ “Underdog Spirit” ที่จะเลือกนักกีฬาที่อาจไม่ได้มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของโลก แต่มีความทุ่มเท ฝึกซ้อมอย่างหนัก และมีศักยภาพที่จะเติบโตไปสู่การเป็นนักกีฬาระดับโลก มาเป็นตัวแทนของแบรนด์ สอดคล้องกับภาพของแบรนด์ Under Armour ที่เริ่มต้นธุรกิจในห้องใต้ดิน และเปิดท้ายรถยนต์ขายเสื้อยืดระบายความชื้น จนวันนี้ก้าวสู่การเป็น Global Brand ได้สำเร็จ


3.ขยายตลาด และช่องทางการขาย สร้างการเติบโตและการเข้าถึงลูกค้า ปัจจุบันนอกจากตลาดสหรัฐอเมริกาที่เป็นฐานอันแข็งแกร่งของ “Under Armour” แล้ว ก็ได้ขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยหนึ่งในตลาดที่ “Under Armour” มองเห็นโอกาส คือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งการทำตลาดในภูมิภาคนี้ ให้ “บริษัท ทริปเปิ้ล” ได้สิทธิ์จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Under Armour แต่เพียงผู้เดียว โดยขณะนี้มีสาขาที่สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย เวียดนาม และ อินโดนีเซีย ความสำเร็จของ “Under Armour” ในไทย สะท้อนได้จากการขยายพื้นที่ Brand House สาขาสยามเซ็นเตอร์ เป็นขนาด 380 ตารางเมตร ถือว่าใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากเดิมสาขาที่สิงคโปร์ ใหญ่สุดในขนาด 300 ตารางเมตร

ด้วยเหตุนี้ทำให้ยอดขายของ Under Armour เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบันมียอดจำหน่ายสูงถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และมีพลังในการชักจูงนักกีฬาดังมากมายเพื่อมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์ อาทิ Stephen Curry, Michael Phelps, Dwayn Johnson (The Rock) ทำให้ปัจจุบันแบรนด์ Under Armour ได้รับความนิยมอย่างมาก สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการออกำลังกาย



เรื่องราวความสำเร็จของเด็กหนุ่มจาก Maryland ที่ปัจจุบันเป็นหนึ่งใน CEO สัญชาติอเมริกันที่ทรงอิทธิพลในโลกจากการจัดอันดับของนิตยสาร Forbes โดยความลำบากในวัยเด็กไม่ได้ส่งผลให้เราต้องกลายเป็นคนไม่เอาถ่าน มันขึ้นอยู่กับตัวเรามากกว่าที่จะเลือกเดินไปในเส้นทางแบบไหน จะเลือกโทษโชคชะตา หรือวิ่งชนกับปัญหาที่เราต้องพบเจอ ต้นทุนคนเราอาจจะไม่เท่ากัน แต่เราสามารถกำหนดปลายทางของตัวเราเองได้

SOURCE : http://www.uabiz.com/company/history.cfm
https://successstory.com/people/kevin-a-plank
V.A.C. CAVEMEN
- Written By Nvt S. Plubsuwan (Social Media Executive) Instagram : @anastronvt