[Review] Air Max 97 UL ‘17

Written By Bob V.A.C. (Instagram: @bobvac)

 

          วันนี้ก็กลับมาอีกครั้งกับการรีวิวรองเท้าจากผม Bob V.A.C. นะครับ สำหรับรองเท้าที่จะมาในวันนี้ก็จะเป็น Air Max 97 UL ’17 ที่เพิ่งวางจำหน่ายไปไม่กี่วันนี้  (ขอขอบคุณร้าน Carnival ที่ให้ยืมรองเท้ามารีวิวด้วยนะครับ) ซึ่งสำหรับรองเท้ารุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นการครบรอบ 20 ปีในปีนี้ ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ในปีนี้เราได้เห็นรองเท้ารุ่น Air Max 97 ออกมาหลายต่อหลายสี และยังมีการออกสินค้า Collaboration พิเศษด้วย และรุ่น UL นี่ก็ย่อมาจากคำว่า Ultralight ที่แน่นอนว่าแปลว่า เบาเอี้ยๆ นอกจากการรีวิวรองเท้ารุ่น Air Max 97 UL ’17 นี่แล้ว ผมจะขออนุญาตเล่าเรื่องราวของ Air Max 97 OG ไปเลยละกันเพราะคิดว่าน่าจะมีอีกหลายๆคนที่ยังไม่รู้เรื่องราวของรองเท้ารุ่นนี้ สำหรับ Air Max 97 นั้นก็ถือว่าเป็นรุ่นที่มีประวัติค่อนข้างเยอะ ทั้งเรื่องความเป็นมาและอายุของมัน ทำให้รองเท้ารุ่นนี้ได้เห็นอะไรหลายๆอย่างในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ถ้าเทียบกับรองเท้าในสมัยนี้ที่ไม่ค่อยเน้นเรื่องราวและแรงบันดาลใจสักเท่าไรในการออกแบบ รุ่น Air Max 97 นั้นก็ถือว่าเป็นรุ่นที่ผมสามารถเล่าได้ไม่รู้จบเลยทีเดียว  ถ้าคุณพร้อมแล้วที่จะอ่านเรื่องราวของรองเท้าแก่ๆรุ่นหนึ่ง ก็เลื่อนลงไปได้เลยครับ

          Air Max 97 นั้นออกมาครั้งแรกก็แน่นอนว่าในปี 1997 ช่วง Fall ซึ่งเป็นการออกรองเท้าใหม่จาก Nike ตามหลังรองเท้ารุ่นพี่อย่าง Air Max 95 และ Air Max 96 แต่ในขณะที่ Air Max 95 และ Air Max 97 นั้นในรับการตอบรับอย่างดี Air Max 96 กลับไม่ได้เป็นที่พูดถึงสักเท่าไร Air Max 97 นั้นมีดีไซเนอร์ที่ออกแบบชื่อว่า Christian Tresser ซึ่งเค้าคนนี้ก็เป็นคนที่ออกแบบรองเท้ารุ่น Air Zoom Spiridon ที่ออกมาก่อนหน้า Air Max 97 ประมาณครึ่งปี ในแง่ของรองเท้าแล้ว Air Zoom Spiridon และ Air Max 97 ก็คือพี่น้องกันนั่นเอง หลายๆคนชอบคิดว่าสีของ Air Max 97 นั้นได้แรงบันดาลใจมาจาก รถไฟชินกันเซ็นของญี่ปุ่น โดยเฉพาะชื่อเล่นของมันที่มีชื่อว่า Silver Bullet แต่จริงๆแล้วดีไซเนอร์ Christian Tresser นั้นได้เอาคู่สีมาจากโครงจักรยานภูเขาที่เป็นโครงไทเทเนียมพร้อมทำสีเงินๆอลูมิเนียม ส่วนดีไซน์ที่หลายๆคนเชื่อว่ามาจากรถไฟชินคันเซ็นของญี่ปุ่นนั้น จริงๆแล้วดีไซเนอร์ได้มาจากหยดฝนต่างหาก ส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจนั้นมาจากคลื่นที่เกิดขึ้นเป็นเส้นๆเวลาฝนได้หยดลงบนแอ่งน้ำที่พื้น

          เทคโนโลยี Air Max ที่ใช้ในรองเท้ารุ่น Air Max 97 นั้นก็ถือว่าเป็นอะไรที่เจ๋งมากและทาง Nike เองก็ไม่สามารถออกแบบ Air Max ที่ดีกว่าเดิมได้จนถึงปี 2005 ที่ได้ออก Air Max 360 มา ในระหว่างปี 1997 – 2005 นั้น ทาง Nike ได้พยายามออกแบบรองเท้า Air Max รุ่นใหม่มาหลายต่อหลายแบบ แต่ Air Max ชนิดใหม่ที่ออกมาไม่สามารถทำได้ดีกว่าพื้น Air ของรองเท้า Air Max 97 เลย  พื้น Air ในรองเท้ารุ่นนี้ถือเป็นรุ่นแรกๆที่กินพื้นที่ตั้งแต่ส้นเท้าไปจนถึงปลายเท้า แต่ก็ยังต้องใช้พื้นโฟมอีกชั้นหนึ่งอยู่ดีเพื่อทำให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างธรรมชาติมากขึ้นและลดแรงกระแทกมากขึ้นด้วย ซึ่งตอนที่ทาง Nike ได้ออกแบบ Air Max 97 มานั้น เค้าได้เน้นว่ามันคือรองเท้าวิ่ง ไม่ใช่รองเท้าแฟชั่นเหมือนที่เราใส่กันในสมัยนี้ ในแง่นวัตกรรมแล้วทาง Air Max 97 นั้นยังมีการใช้ระบบ Hidden Lace Technology ที่ถือว่าเป็นรุ่นแรกที่มีการใช้ระบบผูกเชือกแบบซ่อนด้วย ซึ่งระบบผูกเชือกแบบนี้ เราจะเห็นได้ค่อนข้างบ่อยในสมัยนี้ แต่เมื่อ 20 ปีที่แล้วมันถือว่าเป็นอะไรที่ใหม่มากๆ การใช้สีเงินและวัสดุ 3M ที่สะท้อนแสงเวลาโดนแสงแล้ว ทำให้รองเท้ารุ่นนี้ดูล้ำมากในสมัยนั้น และในยุคนั้นทรงรองเท้าที่เราเรียกกันว่า Bulky Shoes มันยังฮิตอยู่มากๆ รองเท้า Air Max 97 ถือเป็นรองเท้ารุ่นที่ล้ำที่สุดในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีไซน์ที่ดูเพรียวและบางกว่า Air Max รุ่นก่อนๆ รวมไปถึงสีที่ให้ความรู้สึกเหมือนพวกเครื่องเล่นซีดีแบบทันสมัยๆในสมัยนั้นเลยทีเดียว และสีที่สองที่ได้ออกตามมาก็คือสีทองนั่นเอง ซึ่งก็เป็นสีที่แปลกและล้ำเช่นกัน

          และนั่นก็เป็นเรื่องราวทั้งหมดของ Air Max 97 นะครับ เดี๋ยวต่อจากนี้เราจะมาพูดถึงวัสดุ เทคโนโลยี และ คะแนนของรองเท้า Air Max 97 UL ’17 ที่เพิ่งออกมานี้นะครับ ถ้าพร้อมกันแล้วก็ไปอ่านต่อกันได้เลยจ้า

          Upper – ในเวอร์ชั่นนี้ก็จะใช้หน้าผ้าแบบ Jacquard ที่จะค่อนข้างต่างจาก Jacquard ในรองเท้ารุ่นอื่นๆ แถบ 3M ยังคงมีอยู่แต่จะแบนเรียบไปกับหน้าผ้ามากขึ้น  หน้าผ้าของรองเท้าจะรู้สึกเป็นชิ้นเดียวมากขึ้น ที่ด้านหลังจะมีแถบดึงรองเท้าที่มีเขียนคำว่า Air Max ด้วยตัวอักษร 3M ลิ้นรองเท้าก็จะใช้วัสดุเดียวกันกับหน้าผ้า แต่จะไม่ได้บุหนามาก โดยรวมแล้วก็ให้ความรู้สึกที่พรีเมียมมากๆเลยทีเดียว 

          Midsole - พื้นกลางยังคงใช้เทคโนโลยีเดิมจากเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่จะมีการปรับแรงดันอากาศใน Air รุ่นนี้เพื่อให้สวมใส่สบายมากขึ้น และมีการลดและเปลี่ยนโฟมที่อยู่ในพื้นกลางเพื่อให้สวมใส่สบายมากขึ้นด้วย Air ยังคงเป็น Max Air แบบเต็มฝ่าเท้าที่ทั้งนุ่มและยืดหยุ่นในเวลาเดียวกัน

          Outsole - พื้นนอกบอกตรงๆว่าดูเชยมาก รูปทรงและแพทเทิร์นจะดูต่างจากหน้าผ้าที่ดูทันสมัย และยังใช้พื้นยางสีดำที่ไม่ชัวร์ว่าจะใช่ BRS Rubber หรือเปล่า แต่คิดว่าไม่น่าจะใช่เพราะน้ำหนักของรองเท้ารุ่นนี้ค่อนข้างเบา

 

          ต่อมาผมก็จะขอให้คะแนนเลยละกันนะครับว่าผมชอบและไม่ชอบรองเท้ารุ่นนี้ตรงไหนยังไงบ้าง

          Innovation 7 - สำหรับนวัตกรรมของรุ่นนี้ก็พอมีอยู่บ้าง ถึงแม้ว่าจะไม่ใหม่เท่าไรนะครับ ไม่ว่าจะเป็นหน้าผ้าที่ทำมาจาก Jacquard แบบชิ้นเดียว แถบ 3M รอบรองเท้า หรือพื้น Air Max แบบเต็มฝ่าเท้าก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้มีอะไรใหม่ๆมาเพิ่มเท่าไร

          Matchability 9 – สำหรับความง่ายในการใส่รุ่นนี้ก็ค่อนข้างง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสีหรือรูปทรงที่ใส่เข้าได้กับหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกางเกงขาสั้น ขายาว ขาเดฟ หรือจะเป็นยีนส์ขาดๆที่ฮิตๆกันอยู่ คือมันเป็นรองเท้าที่ผ่านมา 20 ปีและยังคงอยู่ ก็สามารถใส่เข้าได้กับเกือบทุกชุดเลยทีเดียว

          Comfort 8 - เท่าที่ใส่มาเต็มๆหนึ่งวัน ก็จะรู้สึกว่าชอบ รองเท้ารุ่นนี้เป็นรุ่นที่ใส่แล้วสบายเลย ไม่ต้องนวดเหมือนรองเท้าหลายๆรุ่น คือด้านในจะใส่ตรงไซส์ ใส่เท้าเข้าไปแล้วจะมีพื้นที่เหลืออยู่ เพราะทรงมันจะอูมด้านใน พื้นจะรู้สึกว่ามันไม่แข็ง แต่ไม่ได้ยืดหยุ่นเหมือนรองเท้าวิ่งหรือรองเท้าสมัยใหม่หลายๆรุ่นเพราะ Air Max มันเป็นชิ้นเดียวมากกว่าโฟม หน้าผ้าเบา แบน ยืดหยุ่นได้ดี ถึงแม้ว่าไม่เท่ากับพวกหน้าผ้า Flyknit หรือ Primeknit แต่แค่ใส่เดินเล่น ใช้ชีวิตประจำวัน ไม่มีปัญหา

          Value 8 – ราคา 5800 บาท ก็ถือว่าเป็นราคาที่กำลังกลางๆสำหรับรองเท้าสมัยนี้ แต่สำหรับผมก็ถือว่ายังแพงอยู่ แต่ด้วยวัสดุและเทคโนโลยีที่ใส่เข้ามาในรองเท้ารุ่นนี้ก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้แพงมาก

          Originality 7.5 - ถึงแม้ว่ารองเท้ารุ่นนี้จะไม่ได้เปลี่ยนไปจากรุ่นเก่ามากนอกเหนือจากวัสดุหน้าผ้าที่เปลี่ยนใหม่ แต่ของใหม่มันก็ไม่ใช่ของ OG อยู่ดี แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่ทำออกมาเหมือนเดิม และ สีเดิมที่ใช้ก็คล้ายเดิม ก็เลยทำให้คะแนนตรงนี้ไม่ตกลงเท่าไร

          Feel 7.5 - ก็เป็นคะแนนที่ครึ่งๆกลางๆสำหรับความชอบส่วนตัวนะ คือบอกไม่ถูกว่าชอบหรือไม่ชอบยังไง เพราะเป็นคนที่ชอบตัวเก่ามาก และตัวเก่าเองก็ไม่ได้ไม่สบายเหมือนพวก Dunk หรือ Air Force แต่รุ่นใหม่ที่ทำออกมาก็ทำได้ค่อนข้างสวยเลยทีเดียว การใช่วัสดุ Jacquard ผสมแถบ 3M ทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว และไม่ได้เสียความเป็น OG ด้วย และรองเท้าเองก็ใส่สบาย นุ่ม เบา มันก็เลยมีข้อดีเข้ามาเยอะ แต่อย่างว่า ผมเองก็เป็นสายประวัติศาสตร์ ก็เลยจะไม่ค่อยอินกับรองเท้ารุ่นเก่าๆที่มาทำใหม่เท่าไร แต่โดยรวมสำหรับคนสมัยนี้ ก็ถือว่าเป็นรุ่นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
 

          หลักๆก็มีแค่นี้นะครับสำหรับการรีวิวรองเท้ารุ่น Air Max 97 UL ’17 ก็ขอขอบคุณร้าน Carnival อีกทีสำหรับการให้ยืมรองเท้ารุ่นนี้มารีวิว ส่วนตัวผมคงไม่ซื้อเก็บไว้ เพราะรองเท้ามีกว่า 300 คู่แล้ว ไม่ชอบคงไม่เก็บไว้จริงๆ ส่วนใครที่ชอบหรืออ่านแล้วชอบก็ลองไปเช็คได้ที่ร้าน Carnival ไม่รู้ว่ายังมีเหลืออยู่รึเปล่านะครับ

 

COMMENTS