Mizuno Wave Rider 1 OG _ [Review]

Written By Bob V.A.C. (Instagram: bobvac)

ก็กลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่งนะครับกับการรีวิวรองเท้าดีๆจากคนดีๆแบบผม Bob V.A.C. นะครับ อิอิ รองเท้าที่จะมารีวิวในวันนี้ก็ต้องขอบอกเลยว่าคนในบ้านเราไม่ค่อยรู้จักแน่นอน แต่ประวัติของรองเท้ารุ่นนี้ค่อนข้างน่าค้นหานะครับ ต่อให้ไม่รู้จักก็อยากให้เข้ามาอ่านกัน สำหรับเพื่อนๆหลายคนแบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง Mizuno คงไม่ค่อยคุ้นตาสักเท่าไรนัก เพราะ Mizuno เองก็จะมีแต่รองเท้าวิ่งและรองเท้าฟุตบอลในบ้านเรา และก็เป็นแบรนด์ที่ดังมากๆที่อาจจะทำการตลาดแค่ในประเทศญี่ปุ่น แต่ในช่วงต้น 2018 ทาง Mizuno เองก็ได้ทำการออกไลน์สินค้าใหม่อย่าง Mizuno RB Line ที่จะเน้นสินค้า Lifestyle และสินค้าที่เป็นตัวพิเศษๆแบบ Limited Edition มาโดยเฉพาะด้วย ซึ่งสินค้ารุ่นแรกก็จะเป็นรุ่นที่ผมได้มารีวิวในวันนี้อย่าง Mizuno Wave Rider 1 OG ที่ขายหมดประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว และเพิ่งเริ่มขายที่ร้านเจ๋งๆในยุโรป และ ก็จะมีมาขายที่ไทยด้วยในร้าน 24Kilates รองเท้ารุ่นนี้จะเจ๋งยังไง มีดียังไง ลงไปอ่านต่อกันได้เลยครับ

 

 

 

กล่องอย่างสวย ชอบตรงที่มีเขียนบอกว่ามีอะไรในรองเท้าบ้างนี่แหละ

 

ก่อนอื่นก็ต้องขอเกริ่นประวัตินิดนึงของ Mizuno ก่อนว่าแบรนด์เนี่ยมีมานานมากๆแล้ว นานกว่าแบรนด์ดังอย่าง Nike เยอะมากๆด้วย Mizuno ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1906 โดยผู้ชายชื่อ Rihachi Mizuno และน้องเค้าที่มีชื่อว่า Rizo ซึ่งในตอนแรกเค้าไม่ได้ขายรองเท้า แต่จะเป็นพวกสินค้าจากฝั่งโลกตะวันตกอย่างพวกสินค้า Baseball และอื่นๆ และก็ได้เริ่มผลิตไลน์สินค้าของตัวเองที่เกี่ยวกับเบสบอล และต่อมาก็เป็นสินค้ากอล์ฟ จนเริ่มมีไลน์รองเท้าเป็นของตัวเองอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ บริษัท Mizuno ที่ญี่ปุ่นนั้นใหญ่ขนาดที่ว่ามีตึก Headquarter ของตัวเอง และในปี 2010 นั้นสามารถทำรายได้ถึง 148 พันล้านเยน สำหรับรองเท้า Wave Rider 1 OG นี้นั้นก็เป็นการเรโทรรองเท้าวิ่งสุดฮิตรุ่นแรกของ Mizuno อย่าง Wave Rider มาทำใหม่ ซึ่งรุ่นแรกที่ออกมานั้นก็ออกมาในปี 1998 และผ่านไป 20 ปีก็ได้ทำการเรโทรรุ่นนั้นออกมาอีกครั้งเพื่อมาอิงกับเทรนด์ที่กำลังฮิตแนว Dad Shoes ในช่วงนี้ ส่วนรองเท้ารุ่น Wave Rider ก็ยังคงมีอยู่ในตอนนี้นะครับ แต่จะเป็นรุ่นที่ 21 แล้วด้วยนะครับ หน้าตาก็จะเป็นเหมือนรองเท้าวิ่งทั่วไปเลย

 

 

สำหรับวัสดุของรองเท้ารุ่นนี้ก็ทำออกมาได้แบบปรกติเหมือนรองเท้าวิ่งสมัยก่อนเลย คือหน้าผ้าจะประกอบไปด้วย หน้าผ้าที่เป็นผ้าตาข่าย หนังแท้ หนังแก้ว มีการตัดเย็บและประกอบค่อนข้างดี ตรงลิ้นรองเท้าจะมีโลโก้ตัว M สีแดงตัวใหญ่ๆเลยบนพื้นสีดำ และลิ้นรองเท้ายังมีการเย็บขอบ ทั่วรองเท้าจะเป็นการผสมผสานระหว่างผ้าตาข่ายและหนังแท้ ที่เป็นวัสดุแบบดั้งเดิมก่อนที่จะเป็นห้าผ้าแบบถักเหมือนสมัยนี้ มีการเย็บโลโก้ตามจุดต่างๆทั้งด้านหน้าบริเวณนิ้วก้อยหรือจะเป็นส้นเท้าด้านหลัง ตรงหลังเท้าจะมีการเย็บหนังกลับเอาไว้เพื่อดีไซน์สวยงามอีกด้วย โลโก้ Mizuno ด้านข้างก็ทำมาจากหนังแก้วสีดำขอบทองเพิ่มความพรีเมียมไปอีก สำหรับรุ่นนี้ผมขอแนะนำให้เพิ่มไซส์มาอย่างน้อย .5-1 ไซส์นะครับ เพราะมันค่อนข้างเล็ก

 

 

 

ส่วนพื้นกลางนั้นก็จะค่อนข้างหนาตามแบบฉบับรองเท้าวิ่งสมัยก่อนๆ โดยเฉพาะบริเวณส้นเท้าที่มี Heel Counter ที่มีความสูงขึ้นมากินบริเวณหน้าผ้าไปนิดหน่อย พื้นกลางจะทำมาจากโฟม EVA แบบเต็มฝ่าเท้าเพื่อความสบายทุกย่างก้าว พร้อมกับเทคโนโลยีเฉพาะตัวอย่าง Mizuno Wave ที่จะช่วยลดแรงกระแทกและยังช่วยให้การเคลื่อนไหวจากส้นเท้าสู่ปลายเท้าเป็นไปอย่างนุ่มนวลมากขึ้นด้วย และยังมีการพิมพ์โลโก้ Mizuno แบบเต็มๆไว้ที่แผ่นรองรองเท้าด้วย

 

 

 

พื้นนอกก็จะดูค่อนข้างแฟนซีสำหรับรองเท้าวิ่ง คือปรกติจะชินกับการเห็นพื้นรองเท้าสีดำล้วนในรองเท้าวิ่ง แต่ในวันนี้ได้เห็นสีสันอย่างสีขาว สี ดำ สีน้ำเงิน และสีแดงก็รู้สึกเจ๋งดี โดยเฉพาะตรงที่เป็นสีแดง นั่นคือเทคโนโลยี Wave ที่ได้กล่าวถึงว่ามีลักษณะเป็นคลื่นและช่วยลดแรงกระแทก ส่วนที่เป็นสีดำก็จะเป็นยางดิบที่ช่วยในเรื่องการยึดเกาะและความทนทานของพื้นรองเท้า ส่วนตรงสีน้ำเงินก็จะมีเพื่อการยึดเกาะเวลาก้าวเท้าไปข้างหน้าด้วย

 

 

หลักๆก็จะมีรายละเอียดประมาณนี้นะครับ เดี๋ยวเรามาดูกันเลยดีกว่าว่าผมจะให้คะแนนในแต่ละส่วนที่เท่าไร

Innovation -  3 สำหรับเรื่องนวัตกรรม ในรองเท้ารุ่นนี้ก็ยังพอมีเทคโนโลยีอย่าง Mizuno Wave และ Heel Counter ที่ใหญ่อันเป็นเอกลักษณ์ แต่ก็อย่าลืมว่านี่เป็นรองเท้าที่ออกมา 20 ปีแล้ว

Matchability - 8 ด้วยความที่เป็นสีขาวแดงดำ ซึ่งเป็นคู่สีที๋โหดมากและในขณะเดียวกันก็ใส่ได้ง่ายมากด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นขาสั้นขายาวก็จะใส่เข้าคู่ได้ง่าย แต่ด้วยความที่เป็นรองเท้าที่ทรงค่อนข้างเทอะทะ ก็จะขอลดไปสองคะแนนนะครับ

Comfort - 6 ถึงแม้ว่ารองเท้ารุ่นนี้จะเป็นรองเท้าวิ่ง แต่ก็เป็นรองเท้าวิ่งเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ถ้ามาเทียบกับรองเท้าสมัยนี้ก็ต้องบอกว่าสู้ไม่ได้เลยนะครับ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับแย่มาก ใส่เดินได้ รองเท้าไม่กัด ไม่เมื่อย ไม่หนักครับ

Value - 6 ด้วยราคาเปิดที่ 24Kilates ที่ 6900 ก็ถือว่าสูงอยู่ แต่ก็ต้องเลือกนะครับ ถ้าอยากได้รองเท้าที่ไม่ซ้ำใคร สวย และทันกับเทรนด์ในตอนนี้ก็ต้องยอมควักหน่อย

Originality - 10 คู่นี้ก็เอาไปเลยเต็มสิบนะครับ คือมัน OG จริงๆ ได้ความเก่า ได้เความเก๋า ได้ความเข้ากับเทรนด์ แถมคุณภาพก็ออกแบบมาได้ไม่กั๊กจริงๆ

Feel - 10 นานๆทีก็จะมีรุ่นที่ได้ 10 คะแนนเต็มนะครับในหัวข้อนี้ ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่า นี่คือความชอบส่วนตัว ซึ่งผมรู้สึกว่าผมชอบมากตั้งแต่แรกเห็นละ คือมันมีความ OG สูงมากและไม่อยากจะเชื่อว่ารองเท้าที่ออกแบบมาเมื่อ 20 ปีที่แล้วยังคงความสวยได้จนถึงทุกวันนี้ รองเท้ารุ่นนี้เองผมก็ไปตามหาถึงญี่ปุ่น ซึ่งหมดไปแล้วทั้งประเทศ จนมันวางขายอีกรอบที่ร้านในยุโรป ซึ่งก็หมดไปหลายๆร้าน แต่ก็ยังโขคดีที่คว้ามาได้ก่อนจะหมด แต่สำหรับ sneakerhead ชาวไทยก็ไม่ต้องห่วงเพราะ 24Kilates มีมาให้ถึงที่ รุ่นนี้ขอบอกว่าผมเชียร์สุดๆโดยเฉพาะเพื่อนๆที่ไม่ชอบใส่รองเท้าซ้ำกับใคร รุ่นนี้ไม่อยู่ในกระแสเลยแม้แต่นิดเดียวโดยเฉพาะในบ้านเรานะครับ แถมยังสวยมากๆเลยด้วย 

การรีวิวในวันนี้ก็ขอจบลงเท่านี้นะครับ ก็ขอบอกไว้ก่อนว่ารุ่นนี้ผมซื้อมาเองนะครับ 24Kilates ไม่ได้ให้สปอนเซอร์แต่อย่างไร แค่ชอบมากๆจนอยากแนะนำนะครับ รุ่นนี้น่าจะเป็นคู่แรกของปีที่ผมซื้อเพราะความชอบ ความอยากได้ล้วนๆเลย ไม่ใช่เพราะซื้อมารีวิวด้วยครับ อ๋อ แล้วก็ผมมี twitter แล้วนะครับ เย่ ยังไงถ้าใครเล่นก็ไปฟอลโลว์ได้ครับที่ bobvarakritvac ครับผม แล้วเจอกันใหม่ครับ

 

 

COMMENTS