Air Max 270 Flyknit _ [Review]

Written By Bob V.A.C. (Instagram: bobvac)

สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้องชาวไทย ช่วงนี้ก็น่าจะกลับมาเห็นบทความจากผมบ่อยๆหน่อยนะครับ เพราะว่ามีรองเท้าสวยๆใหม่ๆมารีวิวเต็มเลย ในวันนี้ผมก็ขอเริ่มจากรองเท้ารุ่นใหม่ที่กำลังอยู่ในกระแสณ ตอนนี้ก่อนละกันอย่าง Air Max 270 ที่ตอนนี้มีสีสวยๆออกมาหลายสีมาก และสีที่เอามารีวิวในวันนี้ก็จะเป็นสี Ultramarine ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสี OG ของ Air Max รุ่นพี่อย่าง Air Max 180 ด้วย  สำหรับรุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นรองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุดของ Nike ในปีนี้ที่ออกมาในซีรีส์ของ Air Max และก็ถือว่าเป็นรองเท้ารุ่นแรกของซีรีส์นี้ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นรองเท้าแฟชั่นโดยเฉพาะ รองเท้า Air Max พวก Air Max 90, Air Max 97 และอื่นๆนั้นถูกออกแบบมาในฐานะรองเท้าวิ่งทั้งหมดเลย ถ้าใครขี้เกียจอ่านบทรีวิวนี้ ก็สามารถเข้าไปดูแบบเวอร์ชั่นวีดิโอได้ที่นี่เลยนะครับ ส่วนใครที่อยากอ่านก็ลงไปอ่านต่อได้เลยครับ

 

 

สำหรับรองเท้ารุ่น Air Max 270 นี้ ถ้าใครยังไม่รู้ รองเท้ารุ่นนี้จะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Air Max 93 ที่มีชิ้นแอร์ที่ใหญ่และยื่นออกมาจากด้านหลังและเป็นชิ้นแอร์ที่เห็นได้ 270 องศานั่นเอง และยังได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Air Max 180 ที่มีรูปทรงที่สูงเกือบจะเป็นรองเท้า Mid Cut ด้วย ซึ่ง Air Max 93 ที่ออกมาในปี 1993 นั้นก็เกือบจะได้ใช้ชื่อว่า Air Max 270 แล้วเหมือนกัน แต่สุดท้ายทางทีม Nike ได้เลือกที่จะใช้ชื่อจากปีที่ได้ออกรองเท้ารุ่นนั้น สำหรับชิ้นแอร์ของรองเท้ารุ่น 270 นี้ ก็จะมีความสูงที่สุดเท่าที่ Nike เคยผลิตชิ้นแอร์ออกมา ซึ่งจะอยู่ที่ 32 มม. เลย ซึ่งความใหญ่ของชิ้นแอร์ชิ้นนี้ก็สามารถเห็นได้จากที่ไกลๆเลยทีเดียว และแน่นอนว่าชื่อ 270 ของรุ่นนี้ก็มาจากการที่เราได้เห็นชิ้นแอร์ได้ 270 องศาแบบเต็มๆจากสามด้านของรองเท้า นอกจากเทคโนโลยี Air แบบใหม่ล่าสุดแล้ว ทาง Nike ก็ยังได้เพิ่ม Dual Density Foam เพื่อช่วยให้การเคลื่อนไหวเป็นไปได้อย่างธรรมชาติมากขึ้น ผมคิดว่ารองเท้ารุ่น Air Max 270 นี้น่าจะเป็นอะไรที่เปรียบเสมือนอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาเทคโนโลยี Air ให้ทันและเข้ากับยุคสมัยมากกว่าเดิมด้วย

เดี๋ยวเรามาดูรายละเอียดแต่ละส่วนของรองเท้ากันเลยดีกว่าครับ

 

 

Upper (หน้าผ้า) : สำหรับหน้าผ้าของรุ่นนี้ก็แน่นอนว่าจะใช้ Flyknit ที่จะมอบความกระชับได้มากกว่าหน้าผ้ารุ่นทั่วๆไป สำหรับ Air Max 270 ก็จะมีหน้าผ้าหลายแบบมาให้เลือกใส่ ก็จะมีตั้งแต่ Flyknit ไปจนถึงผ้าตาข่ายธรรมดา และในอนาคตผมเชื่อว่าหน้าจะมีการผสมผสานวัสดุให้มันหลากหลายและมีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น ที่ด้านนอกของรองเท้าจะมีโลโก้ swoosh ชิ้นใหญ่อยู่ และด้านในก็จะมีโลโก้คำว่า Air และ 270 อยู่คนละข้าง เวลาที่เราใส่แล้วมองลงมาก็จะเห็นเป็นชื่อรุ่นพอดี หน้าผ้าของรุ่นนี้จะมีสองสีที่แบ่งแยกชัดเจนคือสีน้ำเงินกับขาวซึ่งสองสีนี้ตัดกันได้สวยเลยทีเดียว ตรงส้นเท้าจะเป็น heel counter แบบหนังแท้ที่อยู่ด้านนอก พร้อมมีการปั๊มโลโก้ Air 270 ตัวเล็กๆที่ด้านข้าง และมีการบุคำว่า Air ตรงบริเวณส้นเท้า ระบบการใส่ก็จะเป็นแบบถุงเท้า ที่ใส่ได้ค่อนข้างง่ายและมีเชือกรองเท้าร้อยไว้เผื่อต้องการเพิ่มความกระชับให้มากขึ้นด้วย

 

 

Midsole (พื้นกลาง) : ก็แน่นอนว่าใช้เทคโนโลยี Air ที่ใหญ่ที่สุดของ Nike อย่าง Air Max 270 ที่เอาจริงๆสามารถเห็นชิ้นแอร์นี้ได้จากทุกมุมเลยก็ว่าได้ ตรงส้นเท้าจะมีการเสริม Heel Counter ขึ้นมาเพ่ิ่อเพิ่มความกระชับและการออกตัวที่ดีเวลาใส่เดินเล่น พื้นโฟมก็ใช้เป็นระบบ Dual Density ที่ออกแบบมาให้การถ่ายเทน้ำหนักจากชิ้นแอร์ไปสู่ปลายเท้าด้านหน้าเป็นไปอย่างธรรมชาติและนุ่มที่สุดเท่าที่ทำได้ ส่วนแผ่นรองรองเท้านั้นก็มีการเขียนตัวเลข 3.26 ซึ่งหมายถึงวันของ Air Max Day ด้วย

 

 

 

Outsole (พื้นนอก): พื้นนอกของรองเท้ารุ่นนี้ก็จะมีสองส่วนด้วยกัน ส่วนแรกจะเป็นพื้นนอกของส่วนที่เป็นชิ้นแอร์ ซึ่งด้านล่างจะเป็น TPU ที่เป็นพลาสติคแข็งชนิดหนึ่ง และมีการพิมพ์โลโก้ Air Max ไว้ด้วย ส่วนครึ่งหน้าก็จะมีการเสริมยางสีดำใต้พื้นโฟม ซึ่งจะช่วยในเรื่องของความทนทานและการยึดเกาะที่ดีมากขึ้น ตรงกลางด้านหน้าเป็นสีส้ม มีการวาง Flex Groove แบบตื้นๆเพื่อช่วยในเรื่องของความยืดหยุ่นที่มากขึ้น

 

 

รายละเอียดของวัสดุทั้งหมดก็จะมีแค่นี้นะครับ เดี๋ยวเรามาดูคะแนนของแต่ละส่วนกันเลยดีกว่า

Innovation - 8 สำหรับผมแล้ว การที่รองเท้าแฟชั่นมีการใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดก็ถือว่าเป็นอะไรที่เจ๋งมากและเป็นอะไรที่ไม่ค่อยเห็น ส่วนใหญ่เวลาแบรนด์ต่างๆจะออกเทคโนโลยีอะไรมา ก็มักจะเป็นในเรื่องของกีฬาซะมากกว่า ก็ถือว่าเป็นอะไรที่ดีและน่าตื่นเต้นสำหรับ Nike ที่ได้ออกเทคโนโลยีสำหรับรองเท้าแฟชั่น และก็หวังว่าจะเห็นอีกบ่อยๆในอนาคต นอกจาก Air ที่ใหญ่ที่สุดแล้วก็ยังมีการใช้หน้าผ้าอย่าง Flyknit เข้ามา ผสมผสานกับ Dual Density Foam แล้ว ทำให้รองเท้าแฟชั่นรุ่นนี้มีการใช้นวัตกรรมหลายๆอย่างเทียบเท่ารองเท้ากีฬาบางรุ่นเลยทีเดียว

Matchability - 6 ถึงแม้ว่ารองเท้าสี Ultramarine คู่นี้จะมีสีสันที่ค่อนข้างฉูดฉาด แต่ด้วยหน้าผ้าด้านหน้าเป็นสีขาว เลยยังพอทำให้รองเท้ารุ่นนี้ไม่ได้ใส่เข้ากับชุดอื่นๆยากขนาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นขาสั้นหรือกางเกงยีนส์สีเข้มๆก็น่าจะใส่ได้ไม่มีปัญหา

Comfort - 8 ถ้าเทียบกันระหว่าง Air Max 270 กับ Air Force 270 ผมก็ต้องบอกว่า Air Max 270 จะใส่สบายกว่านิดนึง ถึงแม้ว่าความรู้สึกตรงส้นเท้าจะใกล้เคียงกัน แต่ส่วนอื่นๆของรองเท้ารุ่นนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่าใส่สบายกว่า ไม่ว่าจะเป็นหน้าผ้า Flyknit หรือพื้นโฟมด้านหน้าของเท้า รวมไปถึงทรงของรองเท้าที่ไม่ได้บีบและเรียวเท่ากับ Air Force 270 ทำให้รองเท้ารุ่นนี้เป็นหนึ่งใน Air Max ที่สบายที่สุดรุ่นหนึ่งเลยทีเดียว (ส่วนใครที่ยังไม่ได้อ่านรีวิว Air Force 270 สามารถเข้าไปอ่านได้ที่นี่ได้เลยนะครับ)

Value 8 - ด้วยราคา 6100 บาท ผมมองว่ารองเท้ารุ่นนี้มีความคุ้มค่าในระดับหนึ่ง คือถ้าเรามองแค่เรื่องเทคโนโลยีล้วนๆก็จะมีเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่าง Air Max 270 และผสมผสานกับหน้าผ้า Flyknit ที่จะมีอยู่เฉพาะรองเท้ารุ่นท๊อปของ Nike และนี่ยังมีรายละเอียดเล็กๆอื่นๆเช่นการใช้หนังแท้มาประกอบตามส่วนต่างๆ และ คำนึงถึงความสบายที่ได้จากรองเท้ารุ่นนี้ ก็จะยิ่งรู้สึกว่ามันคุ้มค่า

Originality - 8.5 ส่วนตัวแล้วผมคิดว่ารองเท้ารุ่นนี้มีเอกลักษณ์ส่วนตัวที่เด่นมากๆ คือรู้สึกว่าเห็นครั้งเดียวแล้วจำได้เลย ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่รุ่นนี้เห็นแล้วรู้สึกว่าชิ้นแอร์มันเด่นมากๆ และด้วยคู่สีที่ออกมาในแต่ละสี ยิ่งขับ ยิ่งเน้น Air Bag ตรงนี้เป็นพิเศษ และหน้าผ้าเองก็มีลูกเล่นค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งเป็นสองสีแบบ color block หรือจะเป็นสีเดียวไปเลย และบางสีก็มีการเล่นกับ font ตรงหน้าผ้า ก็เลยยิ่งทำให้รู้สึกว่า Air Max 270 ทำได้ดีในการฉีกตัวเองออกมาจาก Air Max รุ่นอื่นๆด้วย

Feel - 8 ความรู้สึกส่วนตัวที่มีให้กับรองเท้ารุ่นนี้ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีนะครับ คือไม่ได้ประทับใจอะไรเป็นพิเศษ อาจจะด้วยส่วนตัวผมเองก็ไม่ได้อินกับรองเท้าที่ใช้ Air เป็นพิเศษอยู่แล้ว แต่ถ้าเทียบในซีรีส์ Air Max คือคิดว่ารุ่นนี้น่าจะใส่สบายที่สุดละ และหน้าผ้าก็สวยและใส่สบาย แต่คิดว่าอาจจะต้องเพิ่มไซส์มาอีกสักครึ่งไซส์เพื่อความไม่บีบและความสบายที่มากขึ้น เพราะ Flyknit รุ่นหลังๆออกแบบมาให้กระชับมากขึ้น

ทั้งหมดก็มีเท่านี้นะครับสำหรับรองเท้ารุ่นนี้  ถ้าใครว่างก็ลองแวะไปลองกันได้ที่ร้าน V.A.C. ทุกสาขาละกันนะครับ ตอนนี้มีสินค้าทั้งผู้ชายและผู้หญิง ใส่เข้าคู่กันได้น่ารักๆเลยทีเดียวและราคาก็มีให้เลือกทั้งตัวที่เป็น Flyknit และ ตัวผ้า Mesh ราคาก็จะเริ่มต้นที่ 5500 - 6100 บาทนะครับ และอย่าลืมนะครับ ถ้าอ่านบทความนี้แล้วชอบอย่าลืมฝากกดไลค์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

 

 

 

COMMENTS